จากตอนที่แล้ว พระนางอุทุมพรทรงทราบข่าวว่า พระราชาทรงปูนบำเหน็จรางวัลให้แด่ราชบัณฑิตทั้ง ๕ โดยเท่าเทียมกัน ก็ไม่ทรงพอพระทัย รีบเสด็จไปเฝ้าพระราชสวามี กราบทูลให้ทรงทราบว่า “อาจารย์ทั้ง ๔ หาได้แก้ปริศนานั้นได้ด้วยปัญญาของตนเองไม่ แต่ที่สามารถแก้ปริศนาได้ ก็ด้วยอาศัยปัญญาของมโหสถ เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่ทูลกระหม่อมพระราชทานรางวัลให้ทุกคนเสมอกันนั้น จะสมควรหรือ” พระราชาครั้นทรงทราบความจริงเช่นนั้น ก็ยิ่งทรงโปรดปรานมโหสถบัณฑิตมากขึ้น แต่ก็ทรงระงับเรื่องการพระราชทานรางวัลเพิ่ม
ให้แก่มโหสถเอาไว้ก่อน ด้วยทรงดำริว่า “เรื่องมันผ่านไปแล้วก็แล้วกันไป แต่คราวหน้า หากมโหสถสามารถแก้ปริศนาได้อีก ก็จะมอบรางวัลให้เป็นพิเศษ” อยู่ต่อมา ท้าวเธอก็ทรงนึกปริศนาขึ้นมาได้อีกข้อหนึ่ง เมื่อราชบัณฑิตมาเข้าเฝ้าพร้อมกันแล้ว จึงมีรับสั่งถามว่า “ ระหว่างผู้มีปัญญาแต่ด้อยสิริไร้ทรัพย์และยศ กับผู้มีทรัพย์และยศแต่ทรามปัญญา ในบรรดาบุคคลทั้งสองนี้ นักปราชญ์ทั้งหลายยกย่องใครว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่ากัน” ท่านเสนกะรับฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว ก็รีบกราบทูลอย่างมั่นใจว่า “บัณฑิตผู้ฉลาดปราดเปรื่อง แต่หากว่าเป็นคนไม่มีทรัพย์ ไร้ยศศักดิ์ เขาเหล่านั้นย่อมตกอยู่ในอำนาจของผู้มีทรัพย์ ดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า คนมีปัญญาไม่ประเสริฐเลย ผู้มีทรัพย์เท่านั้นประเสริฐกว่า ”
พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับคำของท่านเสนกะแล้ว ก็ไม่ทรงปรารถนาจะถามอาจารย์ที่เหลือ แต่ทรงผ่านไปตรัสถามมโหสถบัณฑิตทันทีด้วยคำถามเดียวกันว่า “พ่อมโหสถเอย เราจักขอถามเธอบ้างล่ะว่า ระหว่างคนโง่ผู้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์และยศ กับบัณฑิตผู้ไร้โภคทรัพย์ ท่านผู้รู้ย่อมสรรเสริญว่า ใครเป็นผู้ประเสริฐกว่ากันเล่า”
มโหสถบัณฑิตกำลังรอฟังพระดำรัสอยู่แล้ว ครั้นถูกท้าวเธอตรัสถามเช่นนี้ จึงกราบทูลอย่างอาจหาญโดยมิได้หวั่นเกรงต่อสิ่งใดว่า
พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับแล้ว ก็หันพระพักตร์ไปทางท่านเสนกะ แล้วตรัสว่า “ท่านเสนกะ มโหสถบัณฑิตกล่าวแย้งท่านแล้ว เธอกล่าวว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ ท่านเล่าจะกล่าวแก้ว่าอย่างไร”ท่านเสนกะฟังพระดำรัสแล้ว ก็กล่าวตอบโต้ว่า “ช้าก่อนพ่อมโหสถ มหาเศรษฐีผู้มีทรัพย์ให้ใช้สอยตามต้องการ มีหรือที่จะไม่ได้รับความสุขในโลกนี้ ดูอย่างโครวินทเศรษฐี (โค-ระ-วิน-ทะ-เสด-ถี) อย่างไรเล่า แม้นเป็นคนขี้ริ้วขี้เหร่ รูปร่างวิกล ไม่มีวิชาความรู้ใดๆ แม้เวลาที่พูดยังมีน้ำลายไหลยืดออกจากปาก น่าขยะแขยงถึงเพียงนั้น แต่เขากลับเป็นที่นับหน้าถือตาของมหาชนในมิถิลานคร จะว่าเป็นเพราะมีรูปงามก็หาไม่ เพราะมีศิลปะก็หาไม่ แต่เพราะเหตุที่เขามีทรัพย์ มีมากถึง ๘๐ โกฏิทีเดียว ทรัพย์นั้นจึงบันดาลความสุขให้เหลือคณานับ
มโหสถเอย เคยเห็นหรือไม่เล่า สตรีสองนาง ผู้งดงามหยดย้อยปานเทพอัปสร แพรวพราวด้วยเครื่องประดับ ถือดอกอุบลเขียวที่บานแล้ว ยืนประจำอยู่ 2 ข้าง คอยน้อมดอกบัวนั้นเข้าไปรองรับน้ำลายของเศรษฐี แล้วโยนทิ้งไปทางช่องหน้าต่าง ครั้นแล้วจึงเปลี่ยนดอกใหม่รองไว้อีก ดอกอุบลเขียวที่โยนไปนั้น พวกนักเลงสุราที่เดินเข้าร้านเหล้าต้องการกันนัก จึงเฝ้าแวะเวียนผ่าน คอยตะโกนเรียกขานชื่อของโครวินทเศรษฐีอยู่มิเว้นวาง
เมื่อเศรษฐีถามกลับว่า จะมาเรียกทำไมกัน น้ำลายก็จะไหลออกมา ไม่ช้าดอกอุบลเขียวก็จะปลิวมาทางช่องหน้าต่าง นักเลงสุราจะพากันยื้อแย่ง ครั้นได้มาก็นำเอาไปล้างน้ำแล้วทัดหูเป็นเครื่องประดับที่หรูนัก
พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับแล้ว ก็ทรงหนักพระทัยอยู่มิใช่น้อย เพราะตัวอย่างของโครวินทเศรษฐีที่ท่านเสนกะยกอ้างมานั้น พระองค์ก็ทรงทราบดี แม้นใครๆก็รู้จักทั่วบ้านทั่วเมือง เป็นข้อยืนยันมั่นคงว่า บุคคลผู้ไม่มีศิลปะ ไม่มีพวกพ้อง แม้รูปร่างจะไม่สมประกอบก็ตามที แต่ขอให้มีทรัพย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น อำนาจของทรัพย์ย่อมอำนวยสุขให้อย่างมหาศาล
เพราะแม้แต่ดอกบัวที่เปื้อนน้ำลายของผู้มีทรัพย์ ยังมีคนยื้อแย่งเอาไปเป็นเครื่องประดับอันเป็นที่เชิดหน้าชูตาได้ ท้าวเธอทรงใคร่จะรู้ว่า มโหสถจะกล่าวแก้อย่างไร จึงตรัสถามว่า “เป็นอย่างไรพ่อมโหสถ ท่านเสนกะยกอุทาหรณ์ยืนยันได้มั่นคงทีเดียวนา พ่อล่ะจะว่าอย่างไร”
ครั้นมโหสถถูกท้าวเธอตรัสถาม ก็หันไปทางท่านเสนกะ กล่าวว่า “แน่ล่ะ ท่านอาจารย์เสนกะ ทรัพย์ย่อมอำนวยสุขให้เฉพาะผู้มีปัญญาเท่านั้น ส่วนคนไม่มีปัญญา ใช้ทรัพย์แสวงหาความสุขแล้ว ก็หลงมัวเมาประมาท ลืมตนเสียสิ้น แม้นจะได้รับสุขบ้างก็เป็นเพียงแค่ความเพลินชั่วคราว เป็นสุขเล็กน้อยแต่ทุกข์มาก คนไร้ปัญญาพอถูกความทุกข์กระทบใจเข้าบ้าง จิตก็หวั่นไหวกวัดแกว่ง เหมือนปลาที่ถูกวางไว้กลางแดด ไม่อาจทนความร้อนได้ ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนจนหมดเรี่ยวหมดแรงฉะนั้น ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ จึงยืนยันว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนพาลมีทรัพย์ไม่ประเสริฐเลย” พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

















