กรณีที่กรมส
ตามที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนี (พระไชยบูลย์ สุทธิผล) ไปพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ....
ตามที่มีรายงานข่าวในสื่อมวลชนว่า ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับพระมหาบุญชัย จารุทัตโต ผู้ดูแลการเงินของวัดพระธรรมกาย ในข้อหาขัดหมายเรียกนั้น วัดพระธรรมกายขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้
เนื่องด้วยนายไพบูลย์ นิติตะวัน และพระสุวิทย์ วัดอ้อน้อย ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการกดดันให้ดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนีนั้น เป็นผู้ต้องหาในคดีกบฏจากการ shut down กรุงเทพฯ ตามสำนวนคดีพิเศษที่ ๒๖๑/๒๕๕๖ คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายจึงขอเรียนถามความคืบหน้าในการดำเนินคดีดังกล่าว และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดังนี้
วิธีการสอบสวนเหล่าข้าราชการที่ดูแลหัวเมืองแห่งนั้นพระราชโอรสกับท่านมหาเสนาบดีก็ได้ทำงานร่วมกันแบบ 2 ประสาน โดยพระราชโอรสจะทรงทำหน้าที่เป็นฝ่ายบุ๋น ด้วยการใช้วิธีการสอบสวนอย่างนุ่มนวลละมุนละไม แบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น
ในการสอบสวนผู้ต้องหา ผมมักจะใจขุ่น เพราะบางครั้งไม่สามารถพูดดีๆ กับผู้ต้องหาได้ การทำเช่นนี้จะได้บาปหรือบุญอย่างไร
ตามที่ได้มีการสั่งปิดทีวีวัดพระธรรมกายในวันนี้ สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะพิจารณาเห็นว่าวัดพระธรรมกายเป็นวัดในพระพุทธศาสนาที่มีกิจกรรมเพื่อสังคมมาตลอด ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับการกล่าวหามาตลอดเช่นกัน ดังนั้น การที่วัดพระธรรมกายยืนระยะทำงานเพื่อพระพุทธศาสนามาได้จนกระทั่งทุกวันนี้จึงน่าจะเป็นข้อเตือนใจได้ประการหนึ่งว่า วัดพระธรรมกายย่อมมีดีกว่าไม่ดี
ด้วยในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา ทนายความผู้รับมอบอำนาจของพระเทพญาณมหามุนี หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้ยื่นอุทธรณ์กระบวนการพิจารณาของศาล
พระเทพญาณมหามุนีอุปสมบทมา ๔๗ พรรษา ทำความดีมาทั้งชีวิต ปัจจุบันอายุ ๗๒ ปีแล้ว สุขภาพก็ไม่ค่อยแข็งแรง อยู่ในช่วงปลายของชีวิต แต่ท่านกลับถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร ซึ่งไม่เป็นธรรมกับท่านอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังนี้...
แถลงการณ์โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ความไม่ชอบธรรมผิดหลักกฎหมายในการตั้งข้อกล่าวหาหลวงพ่อธัมมชโย