ในสมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำทำวิชชาอยู่ ท่านเคยถามทุกๆ คน ที่ทำวิชชา ถามว่ารู้ไหมเราทำวิชชานี้เพื่ออะไร ? ถามเรียงตัวเลย ให้ตอบทีละคน บางคนก็ตอบว่า ทำเพื่อพระศาสนา ทำเพื่อวัด ทำเพื่อหลวงพ่อ ตอบในทำนองนี้ทุกคน
ต้องนั่งธรรมะเวลากลางวัน 6 ชั่วโมง กลางคืน 6 ชั่วโมง วิชชานั้นต้องละเอียดมากถึงยายไม่ได้ทำวิชชารุ่นแรก แต่ก็มาทันทำวิชชาละเอียด ๆ เพราะหลวงพ่อเริ่มทำวิชชาละเอียด
เกิดมาทุกยุคทุกสมัย ขอให้ปราศจากคนพาล ให้ข้าพเจ้าหมดเวรหมดกรรม พอเกิดมาขอให้เห็นธรรมะใส ๆ ไปทุกภพทุกชาติ ขอให้มีสมบัติทำบุญทำทาน อย่ารู้จักหมดสิ้น
คนมีบุญมาก จะปกครองคนมีบุญน้อยทุกอย่างต้องอาศัยบุญอย่างเดียวมนุษย์เป็นเพียงหุ่นต้องพยายามหาบุญให้มากๆเอาบุญประคองทุกอย่างไม่เช่นนั้นก็อยู่อย่างมีความสุขไม่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างบริบูรณ์อย่างนี้เพราะยายนึกถึงบุญ นั่งธรรมะเอาสมบัติตามคนให้มาช่วยอยู่เรื่อยๆ ให้ได้คนดีๆ มาช่วยงานพวกเรมนั่งธรรมะต้องนึกถึงบุญ
ผู้ที่จะสร้างบารมีไปกับยายหรือไปเกิดร่วมกันสร้างบารมีร่วมกันไปได้ตลอดจะต้องเป็นผู้มีใจสะอาด
รับศึกได้เป็นร้อยเรื่องนี้ไม่มีใครเข้าใจแต่ตัวยายเองเข้าใจดีว่า อะไรเป็นอะไรเหตุที่ได้ปฏิบัติธรรมมามาก และหวังพึ่งธรรมะในตัวเอง
บทความภาษาอังกฤษเรื่อง "รู้ทันหมด" ในโลกนี้ไม่มีความลับ เพียงแต่เรายังไม่สนใจเท่านั้นเองลองเราจะดูจริง ๆ เข้า ก็รู้จนได้
ในชีวิตของเรา ต้องมีความเพียรที่จะนั่งธรรมะให้ยิ่งๆขึ้นไป สมัยก่อน ยายยังไม่เห็นธรรมะ ก็พยายามนึกทั้งเดินและนั่ง พอทำไป ทำไป ใจก็หยุด เข้าถึงธรรมะได้ การเข้าถึงธรรมะนี่แหละ เป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุด
เราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี การสร้างบารมีเป็นงานที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติ พระบรมโพธิสัตว์ในกาลก่อนท่านก็ทำอย่างนี้ คือสร้างบารมีไปจนกว่าบารมีจะเต็มเปี่ยม ได้บรรลุจุดหมายปลายทางของชีวิต ดังนั้นเราเกิดมาภพชาติหนึ่ง ก็เพื่อสั่งสมบุญบารมีเท่านั้น บุญที่เราได้ทำไว้ดีแล้ว จะเป็นเสบียงในการเดินทางไกลในสังสารวัฏ เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายอันสูงสุดของชีวิต คือการทำใจให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะไปสู่อายตนนิพพาน ได้เข้าถึงบรมสุขอันเป็นนิรันดร์
ความประมาทนั้นสามารถบรรเทาได้ด้วยความไม่ประมาท คือค่อยๆ ถ่ายถอนความประมาทออกทีละน้อย แล้วเพิ่มพูนความไม่ประมาทเข้าไปแทนที่ เหมือนถ่ายเทน้ำเก่าอันขุ่นออกแล้วใส่น้ำใหม่ที่ใสสะอาดเข้าไป พยายามรักษาความไม่ประมาทที่ทำได้แล้วมิให้เสื่อมลงไปอีก กีดกันความประมาทที่ห่างไปแล้วมิให้เข้ามาอีก ดวงใจที่ห่างจากความประมาท อยู่ด้วยความไม่ประมาท มีสติระวังรอบคอบ ย่อมก่อให้เกิดปัญญา ปัญญานั้นว่องไว คล่องแคล่ว ปัญญานั้นสูงส่งดุจปราสาท กล่าวคือ ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ สามารถเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้เคลื่อนจากภพอยู่ (จุติ) และเกิดอยู่ (ปฏิสนธิ) เหมือนคนยืนอยู่บนปราสาท มองลงมาเห็นคนยืนอยู่เบื้องล่างรอบๆ ปราสาท อนึ่ง เมื่อคนทั้งหลายเศร้าโศกอยู่ เพราะพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักบ้าง เพราะพบกับความเสื่อมจากญาติจากโภคะบ้าง เพราะประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักบ้าง บัณฑิตย่อมไม่เศร้าโศก เพราะได้มองเห็นความจริงเสียแล้ว มองเห็นความสุขและความทุกข์อย่างโลกๆ โดยความเป็นของเสมอกันคือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน มีแต่กระแสอันไหลเชี่ยวแห่งกลุ่มธรรมอันหนึ่ง นักปราชญ์เช่นนั้นย่อมมองเห็นคนพาลเป็นผู้น่าสังเวช สงสารเหมือนผู้ยืนอยู่บนภูเขามองเห็นคนยืนอยู่ที่เชิงเขา