หญิงชาวสวิส แรกเกิดเธอคลอดก่อนกำหนด ต้องอยู่ในตู้อบหลายสัปดาห์ เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่เธอก็รอดมาได้ พออายุได้ 16ปี อยู่ๆเธอก็เกิดความคิดว่าตัวเองนั้นอ้วน เธอเริ่มอดอาหาร น้ำหนักลดลงเรื่อยๆ จนต้องเข้ารับการรักษา แต่ไม่นานความรู้สึกนี้ก็กลับมาอีก...ต่อมา เธอได้กลับไปรักษาตัวอีกครั้ง จนอาการดีขึ้น ไม่นานเธอก็ได้พบกับความผิดหวังในความรัก ด้วยความที่เป็นคนที่มีรักเดียว ทำให้เธอไม่คิดจะรักใครอีกเลย จนได้มาเจอกับ DMC ทำให้เธอตกหลุมรักอีกครั้ง
"ระหว่างพระพุทธเจ้ากับท่านอุรุเวลกัสสปะ ใครหนอจะมีอานุภาพมากกว่ากัน" พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงล่วงรู้ความคิดของชาวเมือง จึงตรัสถามท่านว่า "ดูก่อนกัสสปะ ท่านเคยเป็นอาจารย์สั่งสอน หมู่ชฎิลผู้ผ่ายผอมเพราะกำลังประพฤติพรต ท่านเห็นอะไรจึงได้ ละไฟที่เคยบูชาเสียเล่า ท่านเห็นประโยชน์อะไรจึงมาประพฤติพรหมจรรย์กับเรา"
ประโยชน์อะไรกับการมีบุตรและธิดาซึ่งวันหนึ่งก็ต้องพลัดพรากจากกันในที่สุด อาตมภาพพ้นแล้วจากพันธะซึ่งเป็นภาระผูกพัน ย่อมทราบดีว่า เรามีความแก่ชราเป็นธรรมดา และมีความตายรอคอยอยู่เบื้องหน้า
หลังจากพบ DMC และได้นั่งสมาธิ แม้ลูกจะยังไม่มีโอกาสมาที่วัดพระธรรมกายเลย แต่ลูกกลับมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่า "จะต้องชวนให้คนอื่นๆ รู้จักการนั่งสมาธิให้ได้"
วันหนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งโทรศัพท์มา ขอ พูดกับคุณน้าของลูก น้องชายของลูกตอบว่า คุณน้าตายไปหนึ่งปีแล้ว หญิงคนนั้นถามว่า “เป็นไปได้อย่างไร ก็คุยกันอยู่ทุกคืนมาเป็นเดือนแล้ว”
เธอเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ ท่านพ่อของเธอเป็นหม่อมเจ้า ราชนิกุล ท่านมีความซื่อสัตย์สุจริต ทำงานโดยไม่เห็นแก่อามิสใด รับราชการอยู่ในกรมราชทัณฑ์ ทำหน้าที่ควบคุมบริหารงานเรือนจำ และดูแลการประหารชีวิตนักโทษ...การประหารนักโทษด้วยการตัดคอ มีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร...การที่เพชฌฆาต ได้ขอขมาต่อนักโทษประหาร และนักโทษนั้นได้อโหสิกรรมให้แล้ว เพชฌฆาตจะมีวิบากกรรมหรือไม่
เธอได้เล่าให้ฟังว่า เธอเห็นแม่ของลูกมาด้วยจริงๆตามที่วิญญาณของน้าสะใภ้บอก แม่ใส่ชุดขาว อุ้มลูกแฝดของลูกคนที่ตายมาด้วย แม่เดินเงียบๆนำหน้าน้าสะใภ้ไป ทันใดนั้น เธอก็เห็นมีมือดำใหญ่มาคว้าแขนแม่ของเธอฉุดดึงเอาตัวไป เธอเองก็รีบคว้าแขนอีกข้างหนึ่งของแม่พยายามดึงไว้ไม่ให้แม่ไป แต่ก็ดึงไม่ไหว