ลูกภาวนาสัมมาอะระหังจากกลางท้อง ไปเรื่อยๆ รู้สึกนิ่งสบาย แล้วก็วูบตกศูนย์ แป๊บเดียวก็เห็นความสว่างวูบขึ้นมาจากกลางท้อง แล้วก็เห็นดวงกลมๆ เล็กๆ ยิ่งมองยิ่งมีความสุขค่ะ
บุญเป็นชื่อของความสุขและความสำเร็จ เกื้อหนุนให้เราเข้าถึงธรรมได้ ในเทศกาลปีใหม่นี้ ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมโครงการตามระลึกนึกถึงบุญ นึกถึงบุญที่ปลื้มมากที่สุดก่อน เช่น บุญถวายสังฆทาน 30,000 วัด บุญทอดกฐินสามัคคี
ทุกครั้งกระผมก็จะนั่งสมาธิตามที่หลวงพ่อสอน คือ หลับตาเบาๆทำใจสบายๆ เอาจิตมาจับไว้ตรงศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ดอย่างเดียว
จากนั้น ดวงแก้วใสๆ สว่างๆ ก็ผุดซ้อนขึ้นมา ค่อยๆผุดขึ้นมาจนมากมายนับไม่ถ้วนเลยครับ ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนกับนั่งบนพรมวิเศษอันแสนวิเศษที่สุด แสนจะนุ่มนวล ที่กำลังลอยล่องไปกลางอากาศ ผมมีความสุขมากๆ สุขจนขนลุกชูชันแผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัว วันนั้น นั่งสมาธิจนกระทั่งพระอาจารย์กล่าว สัพเพฯ... ก็ยังไม่อยากลุกเลยครับ
ประมาณ 10นาทีกว่าๆ ผมก็รู้สึกเนื้อตัวเบาสบาย พอนั่งๆไปก็เหมือนกับมีอะไรมาเข้ากลางท้องครับ แล้วผมก็เห็นองค์พระใสๆ ผุดขึ้นมา ขึ้นมาองค์เดียว เห็นเต็มองค์ทีเดียวเลยครับ แล้วองค์พระก็มีแสงสว่างขึ้นมา สว่างเหมือนพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวันเลยครับ ผมก็นั่งต่อไปจนพระอาจารย์กล่าว สัพเพ... ผมจึงออกจากสมาธิ แล้วก็ลืมตา
พอดีกับที่ลูกได้ดู DMC พระเดชพระคุณหลวงพ่อแนะนำว่า “ให้เราเล่นตัว ทิ้งสิ่งที่เห็นนอกตัวทั้งหมด ยอมดูความมืดดีกว่า” ลูกจึงทำตาม คราวนี้นั่งมืดเป็นปีๆเลยค่ะ เวลานั่งก็จะได้แต่ความสบาย เห็นแสงสว่างบ้าง แต่ก็นั่งทุกวันไม่เคยเว้น พอมาได้หลักการวางใจจากพระอาจารย์ที่บ้านสวนอุบลฯ ก็เลยเน้นความสบาย พอใจสบายก็ค่อยๆน้อมลงไปในตัว
ลูกขอกราบเรียนด้วยความจริงจากใจว่า ประสบการณ์การนั่งสมาธิของลูกเจอแต่ 3ม. มาตลอด คือ มืด, เมื่อย, มึน ลูกพบกับความปวดเมื่อยร่างกายแบบสุดๆ ปวดศีรษะมาก ปวดต้นคอ ปวดกระบอกตา ปวดตามตัว เหมือนถูกทุบ มืดตื้อมืดมิด นึกนิมิตก็ลำบากยากเย็น แต่ลูกก็ไม่เคยย่อท้อ เมื่อมีเวลาลูกก็มาเข้าร่วมโครงการครั้งแล้วครั้งเล่า รวมเวลาแล้วมากกว่า 10ปี
ชาวต่างชาติอยากจะให้ญาติมิตรได้เข้าใจถึงเรื่องทานบารมี ควรจะทำอย่างไร? จีวรของพระสงฆ์จะต้องเป็นสีเหลืองหรือสีกลักเสมอไปหรือไม่?
เมื่อกล่าวถึงคำว่า "เข้าพรรษา" จะนึกถึงภาพที่พระภิกษุสงฆ์ท่านเดินลัดคันนา แบกกลด ฝนตก ชายจีวรเลอะเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนดิน แม้สาเหตุของการบัญญัติให้พระภิกษุจำพรรษาตลอดสามเดือนจะมีเหตุมาจากการที่ไม่ประสงค์ให้พระภิกษุไปเดินเหยียบย่ำข้าวกล้า ผลิตผลทางการเกษตรของชาวนา เพราะเป็นช่วงฤดูเพาะปลูก แต่ก็เป็นประโยชน์จากการที่พระสงฆ์ไม่ได้ออกนอกวัด ไม่ได้จาริกไปที่ไหน ทำให้ท่านได้อยู่กับที่ อยู่แต่ในวัด ได้มีเวลาประพฤติปฎิบัติธรรมมากยิ่งขึ้น
ชนเหล่าใดเที่ยวจาริกไปยังเจดีย์ มีจิตเลื่อมใสในพระตถาคต ครั้นทำกาละแล้ว ชนเหล่านั้นทั้งหมด เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์