การสงเคราะห์บุตรและภรรยา เป็นอุดมมงคล
อนุฏฺฐานมลา ฆรา เหย้าเรือน มีการไม่ขยัน เป็นมลทิน เหย้าเรือน หมายถึง โภคทรัพย์สมบัติสิ่งของ รวมไปถึงบุคคลทั้งหมดที่มีอยู่ในครอบครัวนั้น ซึ่งมีพ่อบ้านเป็นหัวหน้าผู้ปกครอง หรือพ่อบ้านจะมอบหมายให้แม่บ้าน เป็นผู้ปฏิบัติการก็ตามที
ลูกได้แลเห็นความเสื่อมในสังขารของตนเองและภรรยา เพราะทุกๆคนบนโลกใบนี้ ล้วนมีความแก่เป็นธรรมดา ยังไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
แม้ลูกได้ไปพรากเอาคนรักจากเจ้าของให้มาเป็นภรรยาของตนโดยไม่รู้มาก่อนก็ตาม แต่วิบากกรรมกาเมฯก็ได้ถูกตั้งเป็นผังสำเร็จแล้ว
พี่สาวของลูกมีความสุขกับชีวิตโสด เพราะเธอบอกว่า จะได้ไม่ต้องเป็นทาสใคร แต่เธอมีความกังวลใจลึกๆ ว่า ในบั้นปลายชีวิตจะไม่มีคนดูแลยามป่วยไข้
มนุษย์ต่างเสาะแสวงหาความรู้ต่างๆ จากตำรับตำราบ้าง จากประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน ผนวกกับประสบการณ์ของตัวเองบ้าง
ทุกวันนี้ ลูกรู้สึกว่าใจมัน เบาๆ ใสๆ นุ่มๆ ไม่อยากโกรธใคร บางวันตื่นนอนพร้อมกับองค์พระที่ขยายใหญ่ทันทีที่รู้สึกตัว เวลานอนก็หลับในอู่ทะเลบุญ มีความสุขมาก ไม่เคยคิดเลยว่า คนอย่างเราก็ทำได้ เหมือนได้ชีวิตใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเมื่ออายุ 61ปี
มโหสถบัณฑิตจึงสรุปเพื่อยืนยันมติของตนอีกครั้งว่า “ถูกแล้วท่านอาจารย์ ความเป็นคนจริง พูดจริง ทำจริง เป็นคุณสมบัติที่ถือเป็นหลักของคนได้แน่” แล้วอาจารย์เสนกะก็รุกถามถึงประเด็นสำคัญต่อไปว่า “ผู้ดำรงมั่นอยู่ในความสัตย์จริงแล้ว ควรจะปฏิบัติอย่างไรต่อไป”
พระนางอุทุมพรเทวีจึงทรงดำริในพระทัยว่า “มโหสถน้องชายของเราเติบโตเป็นหนุ่มแล้ว ทั้งมีตำเเหน่งเป็นถึงราชบัณฑิต บัดนี้จึงสมควรที่เธอจะมีคู่ครองได้แล้ว”
“ เมื่อตอนแรกที่เราบวช เรายินดีประพฤติพรหมจรรย์ได้เพียง ๗ วันเท่านั้น จากนั้นแม้เราไม่ยินดีก็ทนประพฤติพรหมจรรย์ถึง ๕๐ กว่าปี ด้วยความสัตย์อันนี้ ขอให้ยัญญทัตตกุมารจงรอดชีวิตเถิด ” มัณพัพยะได้ถามถึงสาเหตุที่ทีปายนดาบสฝืนประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่ยอมสึกมาครองเรือน “ ถ้าท่านไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ แล้วทำไมท่านไม่ออกมาครองเรือนหละ ” “ เพราะเราไม่อยากให้ใครว่าเราเป็นคนเหลวไหล กลับกรอกนะสิ