จากนั้นหลังจากคณะสงฆ์ได้ฉันเพลแล้ว ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯท่านเมตตาเดินทางไปยังจุดเริ่มต้นของถนนพุทธวิถี ซึ่งห่างจากวัดไปอีกประมาณ 300 เมตรต่อในทันทีครับ ท่ามกลางความปีติเบิกบานของพี่น้องชาวดอยทุกคนครับ
พราหมณ์เกวัฏจึงได้เหยียบย่างเข้าสู่มิถิลานคร ได้เห็นหนทางที่ประดับตกแต่งไว้ดีแล้ว จึงคิดว่า พระเจ้าวิเทหราชคงรับสั่งให้เตรียมการต้อนรับคณะของตนเป็นพิเศษ คิดแล้วก็ยิ่งบังเกิดความปีติยินดีว่า “โอ...นี่พระเจ้าวิเทหราชทรงให้เกียรติเราถึงเพียงนี้เชียวหรือ พระองค์เป็นถึงจอมราชาในชมพูทวีป แต่บัดนี้กลับกลายเป็นผู้ที่น่าสงสารที่สุด หลุมพรางตื้นๆเพียงเท่านี้ พระองค์ยังพลาดท่าตกลงไปได้ ทีนี้ล่ะ...ถึงคราวเราบ้าง จะแก้แค้นให้สาแก่ใจทีเดียว”
ตัวของกระผม เหมือนกับถูกดูดเข้าไปรวมกับความสว่างนั้น ซึ่งมีความสว่างมากยิ่งกว่าพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ร่างกายหายไป มีแต่ความปีติสุขจนเกินบรรยาย จนกระทั่งพระอาจารย์กล่าว สัพเพฯ... กระผมยังไม่อยากจะลืมตาเลย เมื่อลืมตาขึ้นมา ความสว่างภายในก็ยังอยู่แล้วค่อยๆจางหายไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจของกระผมก็คือ “เราอยากบวชตลอดชีวิต”
วันรุ่งขึ้น เขาได้จัดแจงตระเตรียมอาหารอย่างดี ไปหาพระเถระตั้งแต่เช้า และได้ยืนอยู่ในที่ท้ายสุดของหมู่ชน เขามองดูพระเถระแต่ไกล ยืนไหว้ท่านอยู่ตรงนั้น จากนั้นจึงเดินเข้าไปใกล้ท่านด้วยความปีติยินดี จับข้อเท้าของพระเถระไว้แน่น ไหว้ด้วยความนอบน้อมอีกครั้ง พร้อมกับกล่าวว่า “พระคุณเจ้าสูงมากนะขอรับ”
ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่3 ที่มีการจัดตักบาตรในโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก ทางทีมงานบอกว่า ตอนจัดครั้งแรกก็ยังงงๆ ต้องอาศัยคู่มือ พอมาถึงครั้งที่สามนี้...แทบจะหลับตาจัดได้เลยค่ะ และแม้ว่าการเตรียมงานจะหนัก และเหนื่อยมากเพียงไหน ทีมงานบุญอัศจรรย์ก็ทำหน้าที่กันด้วยความปีติเบิกบานในบุญ ทำให้หลายคนที่เฝ้ามองอยู่ถึงขนาดเอ่ยว่า ทีมงานนี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่ต้องเป็นทีมงานมนุษย์เทวดาแน่ๆ
แต่พอเมื่อพระภิกษุจำนวน 3,700กว่ารูป ได้เริ่มเดินบิณฑบาต ก็เหมือนกับมนต์สะกดให้สายตาทุกคู่ ต้องหันกลับมามองพุทธบุตรเป็นหนึ่งเดียวกัน สายตาที่จ้องมองพุทธบุตรด้วยความศรัทธา น้ำตาแห่งความปีติก็ไหลล้นออกมาด้วยความปลาบปลื้ม มือทั้งสองก็ยกขึ้นพนมด้วยการแสดงความเคารพ
ภาพที่สุดแสนประทับใจไม่รู้ลืมเลย คือ ช่วงเวลาที่พระเดินบิณฑบาต ท่านเดินเป็นแถวเป็นแนว สง่างามมากๆ สาธุชนต่างพร้อมใจกันพนมมือด้วยความเคารพ เป็นภาพที่สุดแสนประทับใจไม่มีวันลืมเลือนจริงๆ ทำให้น้ำตาแห่งความปีติได้ไหลออกมาด้วยความอิ่มใจ ร้องไห้ไปก็ยิ้มไปด้วย เป็นความภูมิใจของชาวนครเมืองพระ...ปลื้มจังฮู้
คำที่กล่าวว่า “โยมเห็นพระแล้วโยมก็ปลื้ม พระเห็นโยมแล้วพระก็ปลื้ม” ขอยืนยันว่า เป็นเช่นนั้นจริงๆ ทุกครั้งที่ได้มองพระภิกษุค่อยๆเดินอย่างสง่างาม ผ่านตรงหน้าไปทีละรูปทีละรูป ก็ยิ่งทำให้ใจฟูขึ้น...ฟูขึ้น ตลอดเวลาเลยทีเดียว เห็นแล้วก็อดกลั้นความรู้สึกที่จะหลั่งน้ำตาแห่งความปีติออกมาไม่ได้ ทั้งปลื้ม ทั้งชื่นใจในเวลาเดียวกัน
เมื่อจิตสงบ ความปีติสุขก็แผ่ขยายซาบซ่านไปทั้งตัว เกิดอาการเย็นคล้ายขนลุกเกลียว ปรากฏแสงสว่างขึ้นที่ศูนย์กลางกาย จากจุดเล็กๆขยาย ใหญ่ขึ้นๆ เป็นแสงจ้าที่เหมือนโลหะสเตนเลสสะท้อนแสงกับดวงอาทิตย์ แต่นุ่มนวลไม่แสบตา นิ่งอยู่กับสภาวะนั้นไปสักพัก ก็เห็นองค์พระผุดซ้อนขึ้นมาและขยาย ใหญ่ขึ้นๆ
กระผมกลับมาศึกษาพุทธศาสนาเถรวาทอีกครั้ง โดยเริ่มต้นที่วิธีฝึกวิปัสสนา 10วันของประเทศพม่า และยังได้ไปศึกษาพุทธเถรวาทอีกหลายแห่ง ทำให้เข้าใจแล้วว่า พุทธศาสนาเถรวาทเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของแท้ดั้งเดิม กระผมมีความปีติยินดีในคำสอนอันบริสุทธิ์นี้มากครับ