เรือนจำ” เป็นสถานที่ที่คนทั้งหลายไม่อยากย่างกรายเข้าไป เพราะเป็นสถานที่ที่มีไว้เพื่อกักขังหน่วงเหนี่ยวให้หมดอิสรภาพ
วันที่ ๑๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ เป็นวันสำคัญที่มหาชนทั้งหลายจะได้พร้อมใจกันรำลึกถึงมหาปูชนียาจารย์ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระผู้ปราบมาร เพราะวันนี้เป็นวันคล้ายวันบังเกิดขึ้นด้วยกายเนื้อของท่าน ครบ ๑๓๑ ปี ดังนั้นเหล่าศิษยานุศิษย์และผู้มีบุญทั่วโลกจึงรวมใจกันน้อมบูชาธรรมท่านด้วยการบำเพ็ญบุญกุศล พร้อมทั้งประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นกตัญญูบูชา
ทุกคนในที่ประชุมต่างก็รู้สึกแปลกใจ ตกใจว่า “ทำไมพระราชาถึงได้ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ออกผนวช เพื่อถือครองเพศสมณะเช่นนี้
เราอาศัยอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ เรานุ่งห่มหนังสัตว์ อยู่ในระหว่างภูเขา เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณดั่งทองคำ ดุจพระอาทิตย์แผดแสง เสด็จเข้าป่างามเหมือนพญารังมีดอกบาน จึงยังจิตให้เลื่อมใสในพระรัศมี แล้วนั่งกระโหย่งประณมอัญชลี ถวายบังคมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ด้วยเศียรเกล้า ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราไม่เคยพลัดตกไปสู่ทุคติเลย
ครั้นพระปุณณะเดินทางมาถึง ได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ตามลำพัง แล้วขอโอกาสลาไปนั่งปลีกวิเวกในป่าอันธวัน เมื่อพระสารีบุตรเถระทราบข่าวนั้น จึงรีบติดตามไป และได้สนทนาธรรมกับท่านว่า “ท่านผู้มีอายุ ท่านประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออะไร” พระปุณณะตอบว่า “ประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน”
ทันทีที่สิ้นสุดคำพยากรณ์ มหาปีติอันไม่มีประมาณได้บังเกิดขึ้นมาอย่างท่วมท้น พระฤๅษีเกิดอัศจรรย์ใจยิ่งนักว่า ผลแห่งการบูชาเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมนี้ น่าอัศจรรย์เหลือเกิน มหาสมบัติจะบังเกิดขึ้นในอนาคต เพราะการสรรเสริญพระคุณของพระตถาคตเจ้า ท่านก้มลงกราบแทบพระบาทของพระพุทธเจ้า ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด
ในเวลาเย็น ทั้ง ๔ ท่าน ต่างออกจากที่พักของตน และได้พบกันโดยบังเอิญ ด้วยบุญเก่าที่เคยเกิดเป็นเพื่อนกันมาก่อน ทำให้รู้สึกรักใคร่ชอบใจกันเป็นพิเศษ จึงพูดคุยสนทนากันอย่างถูกคอ ทั้ง ๔ ท่านได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า การสมาทานอุโบสถศีลของพวกเรา ใครจะเป็นผู้มีศีลมากกว่ากัน ต่างฝ่ายต่างก็คิดว่า ตนมีศีลมากกว่าคนอื่น