“ภิกษุทั้งหลาย เวลาที่ทรงคุณค่าที่บุคคลให้เป็นไปโดยชอบแล้วย่อมทำให้ถึงความสิ้นอาสวะโดยลำดับ เวลาที่ทรงคุณค่า 4 อย่าง คือเวลาฟังธรรมตามกาล เวลาสนทนาธรรมตามกาล เวลาทำความสงบของใจและเวลาพิจารณาธรรมให้เกิดความรู้แจ้ง” (ทุติยกาลสูตร)
เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่ไป เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นที่ไป
ผู้ที่หมั่นทำบุญสร้างบารมีอยู่เป็นนิจ เมื่อละโลกแล้วย่อมไปบังเกิดบนสุคติโลกสวรรค์ มีความสุขในเทวโลก
ด้วยผลแห่งการสั่งสมบุญเรื่อยมาจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ทำให้ก่อนละโลกใจของเธอใสสว่าง และมีสุคติเป็นที่ไป มีความสุขในปรโลก
สิ่งที่เราเคยทำอะไรไปในภพชาติที่ผ่านมาไม่ว่าบุญหรือบาป ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่จะติดอยู่ในตัวของเรา ทำให้ชีวิตไม่ปลอดภัยในสังสารวัฏตราบที่เรายังต้องเวียนว่ายตายเกิด
เมื่อจิตผ่องใสย่อมไปสวรรค์ สมดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ใน จิตตฌายีสูตร ว่าด้วยจิตผ่องใสย่อมไปสวรรค์
พระพุทธเจ้าตรัสว่า จิตผ่องใสไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่ไป เมื่อจิตเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ทุคติเป็นที่ไป ส่วนใจที่ไม่ใสไม่หมอง ไปได้ทั้งสุคติ และทุคติหรืออาจจะไปยมโลกก็ได้
เพราะเหตุที่จิตผ่องใส สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายทำลายขันธ์ ย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์
บุคคลผู้มีจิตผ่องใส เป็นผู้มีศรัทธา ให้ทานด้วยโภคทรัพย์ทั้งหลาย ที่ได้มาโดยชอบธรรม แม้จะอยู่ครองเรือน ย่อมเป็นผู้ยึดถือชัยชนะไว้ได้ในโลกทั้งสอง คือ ประโยชน์เกื้อกูลในปัจจุบัน และความสุขในสัมปรายภพ การบริจาคดังกล่าวมานั้น ย่อมเป็นเหตุให้บุญกุศลพอกพูนขึ้น