ฐานะที่บุคคลเห็นได้ยาก ชื่อว่านิพพาน ไม่มีตัณหา นิพพานนั้นเป็นธรรมจริงแท้ ไม่เห็นได้โดยง่ายเลย ตัณหาอันบุคคลแทงตลอดแล้ว กิเลสเครื่องกังวลย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้รู้ ผู้เห็นอยู่
โอวาทสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในพิธีอัญเชิญรูปหล่อทองคำพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555
บุญอันเลิศ ย่อมเจริญแก่ชนทั้งหลายผู้เลื่อมใสแล้ว ในบุคคลผู้เลิศ อายุ วรรณะ ยศ เกียรติ ความสุข และกำลังอันเลิศ ก็ย่อมเจริญ ผู้มีปัญญาให้วัตถุอันเลิศ ตั้งมั่นแล้วในธรรมอันเลิศ เมื่อเป็นเทวดาก็ตาม มนุษย์ก็ตาม ก็จะถึงความเป็นเลิศ บันเทิงใจในที่ทุกสถาน นี่เป็นขุมทรัพย์ที่อำนวยสมบัติทุกอย่างแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
บุคคลใดเอาของหอมทาพื้นพระคันธกุฎี ด้วยผลของกรรมนั้น ไม่ว่าเขาจะเกิดในชาติใดๆ จักเป็นผู้มีกลิ่นกายหอมทุกชาติไป จักเป็นผู้เจริญด้วยกลิ่นคือคุณแห่งศีล จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วจักปรินิพพาน เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตจำนงไว้
จงก้าวเดินต่อไปเถิดท่านเศรษฐี ข้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง รถเทียมด้วยม้าอัสดรแสนหนึ่งก็ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการย่างก้าวเท้าไปหาพระบรมศาสดา ขอท่านจงก้าวเดินต่อไป
การที่คนเราพากเพียร พยายามหมั่นศึกษาความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายถึงการแหกคุก คือ ออกจากโลกที่เราข้องอยู่
เราได้ถวายรองเท้าแด่พระพุทธเจ้า พระนามว่ากกุสันธะ ผู้เป็นปราชญ์ มีบาปอันลอยแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์ ด้วยผลแห่งทานนั้น เราไม่เคยรู้จักทุคติเลย
จากภพภูมิที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ภูมิมนุษย์เท่านั้น ที่มีความพิเศษกว่าภูมิอื่น เพราะเป็นสถานที่สร้างบุญและบาปได้อย่างเต็มที่
ว่า นิพพานมีอย่างเดียว แต่มองเป็น 2 ด้าน ด้านที่หนึ่งคือ นิพพานในแง่ของความสิ้นกิเลส ซึ่งมีผลต่อการติดต่อเกี่ยวข้องกับโลกภายนอก หรือต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ด้านที่สอง คือ นิพพานในแง่ที่เป็นภาวะจำเพาะล้วนๆ แท้ๆต
เรื่องราวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้