ทันใดนั้นเอง ตัวรถมันก็หมุนติ้วควงเป็นลูกข่าง และถลาลื่นไหลลงไปตามทางขึ้นเขา ลูกจึงรีบตั้งสตินึกถึงบุญสร้างพระ
นักเลงสกาเมื่อจนมุมก็ใช้แผนเดิม เอาลูกสกาเข้าปากแล้วแกล้งปัดกระดานจนพลิกคว่ำ ลูกสกาหล่นลงบนพื้นกระจัดกระจาย “ อ้าว ลูกสกาหายไปไหนตัวหนึ่งเนี่ย ช่วยกันหาหน่อย อ้าวตายล่ะ มือเผลอไปโดนกระดานเข้า ตาย ตาย ตาย จำไม่ได้แล้วสิ ว่าตัวเล่นอยู่ตรงไหนบ้าง ” ชาวบ้านต่างรู้ว่านั้นเป็นแผนของนักเลงสกาที่ไม่ยอมแพ้ลูกเศรษฐี แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น ชีวิตหลังความตายจะเป็นอย่างไร ตายแล้วจะไปไหน จะมีสิ่งใดเป็นที่พึ่งที่แท้จริง
มาร Mara - แปลว่า "ตาย" มารจึงแปลว่า "ผู้ให้ตาย" ในความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า มารเป็นเทวดาจำพวกหนึ่งมีใจบาปหยาบช้าคอยกีดกันไม่ให้ทำบุญ
เมื่อผมมีประสบการณ์ภายในที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม ทำให้ชีวิตของผมเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เริ่มมองทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นจากภายใน และรู้สึกถึงความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต เช่น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครสามารถจะหลีกหนีได้
ครั้งหนี่ง ในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า เมื่อมีเทพจะต้องจุติ (ตาย) เหล่าทวยเทพทั้งหลาย จะพากันมาอวยพรให้ 3 ประการ คือ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พระวิปัสสีพุทธเจ้าผู้เสด็จหลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้ทรงพระปริวิตกเช่นนี้ว่า โลกนี้ถึงความยาก ย่อมเกิด แก่ ตาย และเวียนตายเวียนเกิดไม่รู้จบ ก็บุคคลไม่รู้ชัดถึงอุบายเครื่องพ้นทุกข์ คือ ชราและมรณะ การพ้นทุกข์ คือชราและมรณะนี้ จักปรากฏแต่เมื่อไร
ชีวิตของมนุษย์ในสมัยก่อนนั้นยาวนานมาก แม้กระนั้นผู้มีบุญก็ไม่ประมาทในชีวิต เพราะมองเห็นทุกข์ เห็นโทษของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ปัจจุบันอายุของมนุษย์โดยเฉลี่ยเพียง ๗๕ ปีเท่านั้น ชีวิตจึงเป็นของน้อย เราไม่ควรประมาท เพราะความตายอาจพรากชีวิตเราได้ทุกขณะ เพียงแค่หายใจเข้าไม่หายใจออก หรือหายใจออกไม่หายใจเข้าก็ตายแล้ว
ความตายเป็นเพียงจุดสิ้นสุดของชีวิตในภพภูมิหนึ่งๆ เท่านั้น และความตายนี้ย่อมเป็นสิ่งที่น่ากลัวและไม่น่าปรารถนาของสรรพสัตว์ แต่ไม่ว่าเราจะปรารถนาหรือไม่ก็ตามเราทุกคนล้วนแต่ต้องตาย แต่ตายแล้วจะไปไหน