อาณัติสัญญาณแห่งความปีติ ได้บังเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อคุณครูไม่ใหญ่ประกาศขยายเวลาการรับสมัครบวชรุ่นเข้าพรรษา ถึงวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2552_ตามคำเรียกร้องของผู้นำบุญหัวใจพันรูปทุกท่าน ซึ่งขณะนี้การเดินทางสู่เป้าหมายไปได้ถึงกว่า 70เปอร์เซ็นต์แล้ว
หลายๆคนอาจจะไม่รู้ซึ้งคำว่าพระพุทธศาสนา แต่สำหรับผมแล้วรู้สึกว่า ไม่ว่าจะเกิดกี่ภพกี่ชาติก็ขอเกิดภายใต้บวรพระพุทธศาสนา เพราะในอดีตผม มีความเข้าใจผิดหลายอย่างเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ผมชอบเรื่อง เข้าทรง ไหว้เทพเจ้า โดยเข้าใจผิดว่า พระพุทธเจ้าก็คือ ปางหนึ่งของพระนารายณ์ ผมนับถือเทพมาเกือบ 10 ปี
จนในที่สุด ความรู้สึกของลูกก็หมดไป ไม่รู้สึกปวดเมื่อย สบายตัว องค์พระในดวงแก้วเริ่มผุดขึ้นมาให้เห็นในมุม Top-view ผุดขึ้นมาทีละองค์เป็นสาย เหมือนภาพในจอ DMC ในใจของลูกเปลี่ยนจากการภาวนาเป็นการนับองค์พระ แต่นับไม่ทัน ลูกก็เลยเกิดความอยากเห็นองค์พระใสๆ ขึ้นมาแทนการนับ พออยาก องค์พระก็หายไป
จากนั้น ดวงแก้วใสๆ สว่างๆ ก็ผุดซ้อนขึ้นมา ค่อยๆผุดขึ้นมาจนมากมายนับไม่ถ้วนเลยครับ ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนกับนั่งบนพรมวิเศษอันแสนวิเศษที่สุด แสนจะนุ่มนวล ที่กำลังลอยล่องไปกลางอากาศ ผมมีความสุขมากๆ สุขจนขนลุกชูชันแผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัว วันนั้น นั่งสมาธิจนกระทั่งพระอาจารย์กล่าว สัพเพฯ... ก็ยังไม่อยากลุกเลยครับ
ทุกคนต้องมาทำตรงนี้ให้รู้ด้วยตัวเอง ถ้าได้มาปฏิบัติธรรมให้ถึงตรงนี้ ทำให้เข้าใจในสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพร่ำสอน การมานั่งสมาธิก็คือ การออกกำลังจิต เพิ่มวัคซีนใจ และเมื่อมีปัญหาอุปสรรคต่างๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต ใจก็จะต้านทานได้ ดังนั้นสมาธิจึงเป็นเหมือนยาชูกำลังให้กับชีวิต และช่วยรักษาอารมณ์เจ็บปวดในใจได้เร็วขึ้น
วาจาที่เปล่งออกจากปาก จะทำให้เป็นบุญเป็นกุศลก็ได้ หรือเราจะให้เป็นหอก เป็นเข็มที่มาทิ่มแทงจิตใจคนอื่นก็ได้ แต่บัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลาย ท่านจะใช้วาจาเป็นประดุจดอกไม้หอม เพื่อบูชาพระรัตนตรัย วาจาอย่างนี้แหละชื่อว่า อริยวาจา วาจาที่ประเสริฐ ที่เป็นทางมาแห่งความเป็นพระอริยเจ้า เป็นวาจาที่สามารถเปลี่ยนตัวเราเอง ดังเรื่องของพระอธิมุตตเถระ
ความรู้ในพระไตรปิฎกนั้น ยิ่งศึกษายิ่งแตกฉาน ทำให้เราเข้าใจและรู้หนทางไปสู่อายตนนิพพานเพิ่มมากขึ้น เสมือนได้นั่งอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระบรมศาสดา กาย วาจา ใจ ของเราจะบริสุทธิ์เกลี้ยงเกลาตามพระองค์ไปด้วย ในตอนนี้จะได้อธิบายเกี่ยวกับหมวดพุทธวจนะ ในพระไตรปิฎก