ครั้งหนึ่งระหว่างเดินธุดงค์ ผมทำใจนิ่งๆ ที่กลางตัว วางองค์พระเล็กๆ แล้วมองดูแบบผ่านๆ แตะเบาๆ แล้วก็มีแสงสว่างเล็กๆ ขนาดดวงดาวปรากฏขึ้น ผมมีความสุขแบบเฉยๆ ไม่ตื่นเต้น
เมื่อผมเห็นองค์พระแล้ว ขณะที่ญาติโยมกล่าวคำว่าสาธุๆ ไปตลอดเส้นทาง องค์พระกลางท้องของผมก็สว่างว๊าบขึ้นตามจังหวะของเสียงสาธุการ ในการมององค์พระไปเรื่อยๆ นี่เองครับ
ทุกก้าวที่ย่าง ผมจะสัมมาอะระหัง นับไปด้วย ประคองใจนึกถึงศูนย์กลางกายไปด้วย พอสัมมาอะระหังได้ประมาณ 3,000 ครั้ง ใจก็เริ่มนิ่ง นิ่งจนตัวเองยังแปลกใจว่า เดินก็นิ่งได้ และรู้สึกอยากให้ใจอยู่ในศูนย์กลางกายตลอดไปเพราะมีความสุขมาก
กว่าจะเปลี่ยนคนๆ หนึ่งให้เป็นคนดีนั้นยากมากๆ การที่หลวงพ่อให้โอกาสสาธุชนมาต้อนรับคณะพระธุดงค์ ถือว่าเป็นโอกาสที่จะได้เปลี่ยนให้คนจำนวนมหาศาล เกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ก้าวแรกที่ผมได้ก้าวลงบนกลีบดอกดาวรวย มันนิ่มมาก จริงๆ ก็อยากให้โยมรู้นะครับว่าพระก็ปลื้ม แต่พระต้องสำรวม พอเดินลอดซุ้มหลวงปู่บนสภาธรรมกายสากล ขนลุกไปหมดเลยครับ
ผมว่าการเป็นพระยากกว่าเป็นตำรวจ เพราะการฝึกของตำรวจนั้น พอเดินตากแดดก็มีหมวก ไปยืนหลบได้ ถ้าป่วยก็นอนพักได้ แต่การฝึกของพระธุดงค์นั้น ยากยิ่งกว่า เพราะต้องเดินฝ่าเปลวแดด เพื่อจะได้เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของญาติโยมว่า พระทำได้อย่างไร
ผมคิดว่าการเดินธุดงค์ในเมือง มันยากกว่าการเดินธุดงค์ในป่ามากๆ เพราะมันเป็นบทฝึกตบะขั้นเทพ เพราะในป่ามีสิ่งเร้าภายนอกน้อยกว่า แต่ในเมืองมีความวุ่นวายเข้ามาให้เราได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้สัมผัสความร้อนระอุของแดด แต่หากทำได้ สมาธิเราจะก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดอย่างเหลือเชื่อ
ทุกวันที่เดินธุดงค์ มีสิ่งหนึ่งที่เตือนสติผมให้มีใจตั้งมั่น คือการได้ก้าวลงบนกลีบดอกดาวรวย เพราะผมรู้ว่ามันคือหยาดเหงื่อ โยมปลูกและโปรยด้วยศรัทธา ยิ่งในพิธีล้างเท้า ผมจะอัศจรรย์ในตัวโยมมาก ที่เขายอมล้างเท้าให้เรา
เส้นทางธุดงค์ที่ผ่านมาเป็นเส้นทางศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ครับ ผมเชื่อว่าทุกก้าวของพระธุดงค์อยู่ในสายตาของพระเดชพระคุณหลวงปู่ การเดินธุดงค์ครั้งนี้ สอนให้ผมรู้ว่าชีวิตสมณะสูงค่าไม่มีอะไรเทียบได้อีกแล้ว
ผมอธิษฐานจิตขออาราธนาหลวงปู่มาเดินนำขบวนพระธุดงค์ พอได้ยินหลวงพ่อเล่าใน DMC ว่ามีคนเห็นหลวงปู่มาเดินนำขบวนจริงๆ ผมฟังแล้วขนลุกซู่เลยครับ รู้สึกว่าตัวเองไม่เสียชาติเกิดที่ได้เดินตามหลวงปู่จริงๆ ผมจึงขอใช้คำว่า “หลวงปู่ คือ ผู้นำขบวนที่แท้จริง" ครับ