พระเจ้าจุลนี ทรงระลึกถึงเสียงคร่ำครวญที่แว่วมา คล้ายเสียงพระนางนันทาเทวี เมื่อยามดึกของคืนที่ผ่านมา กอปรกับทรงพิจารณาจากคำยืนยันหนักแน่นของมโหสถ จึงทรงปักใจเชื่อว่า “ที่มโหสถพูดมานั้น น่ากลัวจะเป็นความจริงเสียแล้ว”
ประโยชน์อะไรกับการมีบุตรและธิดาซึ่งวันหนึ่งก็ต้องพลัดพรากจากกันในที่สุด อาตมภาพพ้นแล้วจากพันธะซึ่งเป็นภาระผูกพัน ย่อมทราบดีว่า เรามีความแก่ชราเป็นธรรมดา และมีความตายรอคอยอยู่เบื้องหน้า
ถึงชายป่าอันร่มรื่นน่ารื่นรมย์ใจแห่งหนึ่ง หากแต่ทว่าป่าแห่งนั้นได้ปรากฏแก่สายตาของนายสารถีประดุจป่าช้าผีดิบ นายสารถีจึงคิดว่า ตรงนี้แหละเหมาะสมจะเป็นสถานที่ฝังพระราชกุมาร จึงชะลอรถแวะลงจอดที่ข้างทาง
แต่ครั้งนี้ หากพระองค์จะทรงเมตตาหม่อมฉัน ก็ขอให้พระองค์ได้ทรงโปรดพระราชทานราชสมบัติ ให้เตมิยกุมารลูกรักของหม่อมฉันได้ครอบครองเพียงแค่เจ็ดวันเถิด หม่อมฉันขอพระองค์เพียงชั่วระยะเวลาเจ็ดวันเท่านั้นเพคะ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว หม่อมฉันก็คงไม่อาจมีชีวิตต่อไป เป็นแน่
“ลูกเราเป็นผู้มีบุญญาธิการมาเกิด ย่อมไม่เกิดเพียงลำพังผู้เดียว จะต้องมีบริวารติดตามมาเป็นแน่แท้” จึงตรัสเรียกเสนาบดีมาเข้าเฝ้า แล้วรับสั่งว่า “ท่านจงไปเที่ยวสืบดูทีซิว่า ในเรือนของเหล่าอำมาตย์ในวันนี้นะ มีทารกเกิดขึ้นบ้างหรือไม่” ท่านเสนาบดีรับคำว่า “รับด้วยเกล้าพะย่ะคะ ข้าพระองค์จะรีบตรวจค้นตามเรือนอำมาตย์ให้ทั่ว ขอพระองค์ทรงวางพระทัยเถิดพระเจ้าข้า”แล้วก็เป็นจริง
ข้าแต่ท้าวสักกะ เมื่อหม่อมฉันบริจาคทาน ทรัพย์สมบัติ พึงไม่หมดสิ้นไป บริจาคแล้วไม่พึงเดือดร้อนภายหลัง เมื่อกำลังบริจาค พึงทำจิตให้ผ่องใส เมื่อหม่อมฉันพ้นจากอัตภาพนี้ พึงไปสู่สวรรค์ ถึงชั้นดุสิตอันวิเศษ จุติจากชั้นดุสิตมาเป็นมนุษย์ พึงเป็นผู้ไม่เกิดอีก
การที่พระเวสสันดรให้พระโอรส พระธิดาเป็นทานไปนั้น เพราะท่านเป็นผู้มีปัญญามาก ต้องตัดใจทิ้งลูกทิ้งเมีย เพื่อรบกับกิเลส ชนะกิเลสครั้งนี้ ลูกเมียจะเดือดร้อนอย่างมากก็แค่ชาตินี้ ชาติต่อไปจะไม่มีคำว่าเดือดร้อนอีกแล้ว ทรงมองเห็นอย่างนี้ จึงทำอย่างนั้น พวกเราเวลาพิจารณาอะไร อย่าเอาภาวะฐานะที่ตัวเองเป็นอยู่ไปตัดสินใครเขา
พุทธประวัติ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน
พระราชาทอดพระเนตรผมหงอกของตน ทรงสลดพระทัยในความเสื่อมของสังขารร่างกาย จึงตัดสินพระทัยออกผนวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรม ทรงพระราชทานรางวัลให้ช่างกัลบก และประทานโอวาทแก่พระโอรสว่า "ลูกรัก ผมหงอกเส้นนี้ เสมือนเทวทูตมายืนอยู่ตรงหน้าของพ่อ พ่อได้รับความสุข จากสิริราชสมบัติมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่ต้องออกแสวงหาความสุขภายในอันเป็นอมตะ
ฝ่ายยักษ์รอคอยการมาของพระราชาอยู่ ใต้ต้นไม้ เมื่อเห็นพระโอรสเสด็จมาแทน จึงถามว่า ท่านไม่รู้หรือว่าเราเป็นยักษ์ ทำไมจึงเดินมาหาเรา พระโพธิสัตว์ตรัสว่า เรารู้ว่าท่านเป็นยักษ์กินคน เราคือโอรสของพระราชา วันนี้ท่านจงกินเราแทนพระชนกเถิด