พวกกระผมต้องอยู่กันแบบทำไปใช้ไปครับ กลางวันช่างก็มาทำ กลางคืนพระก็จำวัด บรรยากาศที่นี่ในตอนแรกจึงค่อนข้างจะทุลักทุเลพอสมควร แต่ก็ทำให้ทุกรูปรักและสามัคคีกันมาก สมเป็นรุ่นบุกเบิกจริงๆ
การรณรงค์ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของท่านเจ้าอาวาสธัมมชโย จากประเทศไทย ในการสร้างสันติภาพโลก ขณะที่ท่านเจ้าอาวาสธัมมชโย พูดถึงความปรารถนาที่จะเห็นสันติภาพแก่มวลมนุษย์ทุกคน โคม (ที่ทำจาก) กระดาษและไม้ไผ่ กว่า 1,000ดวง ก็ถูกส่งต่อๆกันไปให้แก่ผู้ที่มาร่วมงาน และตรงกลางก็ถูกจุดให้สว่าง
ในเรื่องของการนั่งสมาธิ แม้จะเป็นช่วงสั้น แต่ทุกคนก็นั่งกันได้ดีค่ะ มีผลการปฏิบัติธรรมเห็นองค์พระ และดวงแก้วอีกหลายคน แล้วพอทุกคนได้ฟังประวัติของมหาปูชนียาจารย์ ต่างก็ถามกันว่า มีหนังสือเกี่ยวกับท่านเหล่านี้เป็นภาษามองโกเลียหรือไม่ เพราะอยากจะศึกษาเพิ่มเติม ส่วนเรื่องกฎแห่งกรรม, ทาน ศีล ภาวนา พวกเขาก็ฟังกันอย่างกระตือรือร้น และตั้งใจจะนำไปปฏิบัติจริงในชีวิตด้วย เพราะตามวัดวาอารามส่วนใหญ่ จะเน้นเรื่องการสวดมนต์เป็นหลัก จึงไม่มีโอกาสได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้เลย
พอพวกเขาได้เห็นโคมขึ้นฟ้าเท่านั้น ทุกคนต่างโห่ร้อง ตบมือกันลั่นสนาม ด้วยความตื่นตาตื่นใจ คนเฒ่าคนแก่บางคนถึงกับยกแขนสองข้างขึ้นกางออก แหงนหน้าดูโคมลอยซึ่งค่อยๆกลายเป็นทะเลแห่งดวงดาว ดารดาษเต็มท้องฟ้า และค่อยๆเคลื่อนตามแรงลมไปในทิศทางที่มีพระจันทร์อย่างไม่น่าเชื่อ น้ำตาแห่งความปลื้มปีติและศรัทธาในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
“สิ่งหนึ่งที่จะช่วยเราได้ในยามคับขัน ก็คือบุญของน้องเณรทุกรูป ให้น้องเณรทุกรูปเข้าศูนย์กลางกาย กลั่นใจให้ใส ให้ตัวเราเหมือนภูเขาที่ไม่หวั่นไหวต่อภัยพิบัติ ทำเหมือนมหาปูชนียาจารย์ของเรา อธิษฐานให้พายุฝนหยุดตก และให้ผู้ปกครองทุกคนกลับบ้านโดยปลอดภัย”
ภาพที่เห็นเหล่านี้ ทำให้นึกถึงเมืองไทยทันที ซึ่งไม่ได้หมายความว่า Homesick แต่กลับระลึกถึง “ผู้มีบุญ” ที่อยู่ เมืองไทย ที่กำลังสนุกสนาน บุญบันเทิง กับการสร้าง “โมดูล” ทำบุญสร้าง “หลังคา” มหารัตนวิหารคด แถมยังจะร่วมประกอบพิธี “เทคอนกรีตเสาค้ำฟ้า” ใน “วันครูวิชชาธรรมกาย” อีกด้วย เราจึงได้ข้อคิดในใจว่า. . .