พระราชาจึงตรัสถามนายคามณิจันท์ว่า "แล้วความจริงมันเป็นอย่างไรล่ะ ท่านจงเล่ามาซิ" เขาได้เล่าเรื่องราว ทั้งหมดไปตามความเป็นจริง ตั้งแต่ที่ยืมโคไปแล้ว จนเอามาส่งคืน แต่ยังไม่ได้บอกเจ้าของเพราะเจ้าของโคกับภรรยากำลังทานข้าวอยู่ และเจ้าของก็เห็นแล้วว่า โคเข้าบ้านไปแล้ว แต่ตอนที่โคหายไปนั้น หายไปตอนกลางคืน ซึ่งไม่รู้ว่าใครขโมยไป ส่วนพระราชาจะตัดสินอย่างไรนั้น
ยักษิณีตนหนึ่งซึ่งสิงสถิตอยู่ในราวป่า ถูกความหิวบีบคั้นมานาน เฝ้ารอคอยโอกาสที่จะจับมนุษย์ผู้อ่อนแอกินเป็นอาหาร ครั้นเห็นหญิงนั้นอุ้มลูกน้อยผ่านมาทางที่อยู่ของตน ก็ปรารถนาจะกินทารกนั้นเป็นอาหาร จึงติดตามมาจนถึงสระโบกขรณี จ้องหาโอกาสที่จะชิงทารกไปจากอ้อมอกของนาง
มาตลีเทพบุตรพาพระเจ้าเนมิราชชมวิมารของชาวสรรค์ที่ประดับประดาอย่างโอฬาร พรั่งพร้อมทั้งอุทยาน และสระโบกขรณี วิมานทอง ๗ หลัง วิมานแก้วสูง ๒๕ โยชน์ เสาของวิมานหลายร้อยต้นล้วนเป็นแก้ว ๗ ประการ ยอดเสาทุกต้นประดับด้วยกระดิ่งที่ห้อยระย้า มีธงทองธงเงินโบกพลิ้วปลิวไสว
มาตลีเทพสารถีนำทิพยานแล่นผ่านประตูเทพนคร นำพระเจ้าเนมิราชชมความงามไปเรื่อยๆ พร้อมกับพรรณนาความงดงามตระการตาของดาวดึงส์แดนสวรรค์ไปไม่ขาดสาย
เราจะเห็นว่า การได้อยู่ในปฏิรูปเทส เช่นพระวักกลินั้น เป็นมงคลยิ่งแก่ชีวิต เพราะท่านอยู่ในกรุงสาวัตถี ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดเชตวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่นานที่สุด จึงมีโอกาสได้เห็นพระพุทธองค์ เห็นแล้วก็มีความศรัทธาเลื่อมใส ได้บวชในบวรพระพุทธศาสนา ได้ฟังธรรม ฝึกฝนตนเอง จนในที่สุดได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ครอบครัวนักสร้างบารมี...ชายคนหนึ่ง เพราะได้รับการปลูกฝังเมื่อครั้งเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัย จึงทำให้ไม่เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม แต่เมื่อได้มาพบกับหมู่คณะ ได้ฟังคำเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว จึงทำให้เขาเปลี่ยนความคิด หันมาศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง และหักดิบเลิกบุหรี่ และเหล้า...เมื่อถึงยุค IMF เขาและภรรยาต้องตกงาน แต่ในที่สุดก็ได้ช่องทาง มีกิจการเป็นของตนเอง กิจการเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ เขาและภรรยาได้สร้างบารมีกับหมู่คณะอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง…ลูกสาวของเขาได้เข้ามาสร้างบารมีกับหมู่คณะ มาช่วยงานตั้งแต่ 3ขวบ...ลูกชายก็ชอบดู DMC แต่เยาว์วัย
พระภิกษุรูปหนึ่ง ท่านรักในการอยู่ธุดงค์ ปลีกวิเวก...เมื่อครั้งที่ท่านได้เดินทางไปที่วัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง ท่านได้ไปพบหินสีดำ มีลักษณะคล้ายเสมา จึงเอ่ยปากขอลอยๆ แล้วนำติดตัวกลับมาวัดที่ท่านพำนักอยู่...หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ผิดธรรมชาติหลายอย่าง และเมื่อเวลาท่านนั่งสมาธิ ท่านยังเห็นนิมิตประหลาดอีกด้วย...7วันต่อมา ในขณะที่สาธุชนราว 30ชีวิต กำลังร่วมกันปฏิบัติธรรม ได้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างน่ากลัว ผู้คนพากันแตกตื่น หอฉันซึ่งยังสร้างไม่เสร็จได้พังลงมา
นายพรานก็มีใจอ่อนโยน เกิดหิริโอตตัปปะ ได้คิดว่า "รางวัล และยศจากพระราชาจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราทำร้ายสัตว์ผู้มีคุณธรรมเช่นนี้ แผ่นดินจะต้องสูบเรา หรือสายฟ้าจะต้องฟาดลงบนกระหม่อมของเราเป็นแน่"
พญาเต่าฟังดังนั้นจึงกล่าวให้กำลังใจว่า "เพื่อน ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เราจะช่วยเหลืออย่างสุดกำลังความสามารถ เพราะบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมมีความจริงใจต่อมิตรสหาย และคอยให้ความช่วยเหลือในทุกเรื่องอย่างสุดกำลัง"
ผู้นำบุญจากบุรีรัมย์...ในวัยเด็ก เธอมักถูกล้อเลียนให้อับอายอยู่เสมอว่าเป็น “เจ๊กโคก” เพราะเธอใช้แซ่แบบชาวจีน ทั้งๆที่เธอเป็นคนผิวดำ...พ่อของเธอป่วยด้วยอาการประหลาด ปวดท้องอย่างรุนแรงมาก ต้องเข้ารับการผ่าตัด อาการก็ดีขึ้น ต่อมามีชายแปลกหน้า นำยามาให้พ่อของเธอกิน พร้อมกำชับข้อห้ามเอาไว้ด้วย ต่อมาไม่นาน จู่ๆพ่อของเธอก็เสียชีวิต อย่างกะทันหัน ชาวบ้านสันนิษฐานกันว่า ชายคนนั้นเป็นปอบ มากินพ่อของเธอ