ลูกก็ไม่ได้ภาวนา “สัมมา อะระหัง” อีก เพราะใจหยุดเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร เชื่อคำคุณครูไม่ใหญ่ที่บอกว่า มีอะไรให้ดูก็ดูกันไป ลูกยิ่งมององค์พระก็ยิ่งงาม ยิ่งมีความสุข เหมือนที่ลูกเคยได้ยินใครเคยบอกไว้ว่า “สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ” มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ช่างเป็นความสุขที่ไม่อาจบรรยายได้ เป็นความสุขที่มาเติมเต็มให้กับชีวิต ไม่เหมือนความสุขแบบพร่องๆ อย่างที่เคยพบในทางโลก
ลูกได้เห็นแสงสว่างภายในเป็นครั้งแรก ทำให้ต้องเปลี่ยนความคิดที่เคยคิดสงสัยว่า “คนอื่นเขาคิดไปเอง อุปาทานกันไปเอง” ก็เปลี่ยนเป็นมั่นใจว่า “นี้คือของจริง” กลับจากภูเรือ ลูกเริ่มไปวัดทุกวันอาทิตย์ นั่งสมาธิทุกวัน วันละหลายๆรอบ ช่วงปิดเทอมจะนั่งวันละไม่ต่ำกว่า 5ชั่วโมง นั่งไปก็ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่นั่งๆนานๆขึ้น นิ่งๆนานๆเข้า เท่านี้เองค่ะ
ลูกขอกราบเรียนด้วยความจริงจากใจว่า ประสบการณ์การนั่งสมาธิของลูกเจอแต่ 3ม. มาตลอด คือ มืด, เมื่อย, มึน ลูกพบกับความปวดเมื่อยร่างกายแบบสุดๆ ปวดศีรษะมาก ปวดต้นคอ ปวดกระบอกตา ปวดตามตัว เหมือนถูกทุบ มืดตื้อมืดมิด นึกนิมิตก็ลำบากยากเย็น แต่ลูกก็ไม่เคยย่อท้อ เมื่อมีเวลาลูกก็มาเข้าร่วมโครงการครั้งแล้วครั้งเล่า รวมเวลาแล้วมากกว่า 10ปี