คนพาลทำบาปกรรมทั้งหลาย ก็ไม่รู้สึกตัว ผู้มีปัญญาทราม ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตนในภายหลัง ดุจถูกไฟไหม้
บุคคลพึงกล่าวแต่วาจาที่ไม่เป็นเหตุยังตนให้เดือดร้อนและไม่เป็นเหตุเบียดเบียนผู้อื่น วาจานั้นแลเป็นสุภาษิต บุคคลพึงกล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รัก ที่ชนทั้งหลายชื่นชมแล้ว ไม่ถือเอาคำที่ชั่วช้าทั้งหลาย พึงกล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รักแก่ชนเหล่าอื่น
บุคคลใดมีศรัทธาตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวในพระตถาคต มีศีลอันงามที่พระอริยเจ้าพอใจสรรเสริญ มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง บัณฑิตทั้งหลายเรียกชีวิตของบุคคลนั้นว่า ไม่ว่างเปล่าจากแก่นสาร
ผู้ที่เกิดมาแล้วจำต้องตายในโลกนี้ ย่อมทำกรรมอันใดไว้ คือเป็นบุญ และเป็นบาปทั้งสองประการ บุญและบาปนั้นแล เป็นสมบัติของเขา และเขาจะพาเอาบุญและบาปนั้นไปสู่ปรโลก อนึ่ง บุญและบาปนั้น ย่อมเป็นของติดตามเขาไปประดุจเงาติดตามตัวไป ฉะนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลพึงทำกัลยาณกรรม สะสมไว้เป็นสมบัติในปรโลก เพราะว่าบุญทั้งหลาย ย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในปรโลก
ศีลเป็นเบื้องต้น เป็นที่ตั้งอาศัย เป็นประดุจมารดาผู้ให้กำเนิด คุณงามความดีทั้งหลาย เป็นประมุขแห่งกุศลธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้น นรชนพึงชำระศีลของตนให้บริสุทธิ์เถิด
เมื่อสามีสั่งว่า เธอจงให้หนึ่งส่วนนะ นางก็มักจะถวายเกินเป็นสองส่วน ทำให้ได้บุญเป็นอันมาก บุญก็ส่งผลให้เข้าถึงโลกสวรรค์อยู่ยาวนาน
โยมพ่อของลูกได้เห็นผลแห่งบุญด้วยตาของตนเองแล้วว่า บุญมีจริงสวรรค์มีจริง ทำให้ท่านรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ได้มาอยู่ที่สวรรค์แห่งนี้
สัตบุรุษทั้งหลายบรรเทาความทุกข์อันยากที่จะอดทนได้ด้วยความสุข เพราะเป็นผู้มีจิตเยือกเย็นยิ่งนัก ในความสุข และทุกข์ทั้ง ๒ อย่าง ย่อมเป็นผู้มีจิตเป็นกลาง ทั้งในความสุขและทุกข์
ชีวิตหลังความตายยังเป็นความมืดมนสำหรับมนุษย์ทั้งหลาย เพราะยังไม่ได้รู้แจ้งในโลกทั้งปวง มนุษย์มากมายต่างก็ปรารถนาจะไปสวรรค์ เพราะรู้ว่าสวรรค์เป็นดินแดนแห่งการเสวยสุข
ความสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนา แต่มีน้อยคนที่รู้ว่า ความสุข คืออะไรและอยู่ที่ไหน ที่จริงแล้วความสุขมีอยู่ในตัวเรานี่เอง และสามารถค้นพบได้ง่ายๆโดยไม่ต้องเดินทางไปหาที่ไหน และไม่ต้องทุ่มเททรัพย์สินเงินทองอะไรไปแลกมา เพียงแค่นั่งลงแล้วหลับตาทำสมาธิภาวนา ก็จะพบความสุขที่ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไปได้ ซึ่งหลายๆคน ที่ทำสมาธิภาวนาอยู่เสมอกล่าวว่า “ไม่นึกเลยว่านั่งสมาธิแล้วจะมีความสุขถึงขนาดนี้”