เหมือนสุภาษิตทางเหนือที่บอกไว้ว่า “เยี๊ยะก๋านคนเดียวอิดฮิมต๋าย เยี๊ยะก๋านหลายเหมือนเล่น” แปลเป็นไทยว่า “ทำงานคนเดียวเหนื่อยแทบตาย ถ้าทำงานหลายๆคนเป็นหมู่คณะก็จะสนุกสนานรื่นเริง” แม้ว่าอากาศวันนั้นจะร้อนอบอ้าวมาก แต่พวกเราทุกคนก็หน้าตาแจ่มใสไม่มีท้อ เพราะถ้าท้อแล้วเด็กดี V-Star ก็จะไม่มีข้าวกิน
พอมองไปที่กลางองค์พระ ก็เห็นว่า ในองค์พระมีดวงแก้วผุดขึ้นมาถึง 6ดวง เรียงกันไปเรื่อยๆ ซึ่งแต่ละดวงจะมีความสว่างไม่เท่ากัน ความสว่างของดวงเท่ากับดวงอาทิตย์หลายๆดวง มารวมกันในท้องของกระผม ทำให้กระผมมีความสุขและสบายมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนไม่รู้จะบอกออกมาอย่างไร
พออ่านไป...อ่านไป...ผมก็รู้สึกว่า มันโดนตัวเองอย่างจัง คิดว่า ทำไมมันช่างเหมือนความรู้สึกของผมเสียเหลือเกิน ผมโทรศัพท์ติดต่อผู้นำบุญทันที (ชื่อ พี่อ้อย เป็นคุณแม่ของ คุณองอาจ ธรรมนิทา) และนับจากวันนั้น ประตูใจที่ถูกปิดมานานเกือบ 20ปี ก็เริ่มแง้มเปิดขึ้น ทำให้ผมยอมมาวัดครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2549 ซึ่งตรงกับช่วงธุดงค์ปีใหม่พอดี
ผมนิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกเหมือนตัวหายไป เหลือแต่เส้นขอบโครงร่างกายกับองค์พระที่กลางท้อง ชัดเจนจนเห็นขดก้นหอยวนตามเข็มนาฬิกา ผมรู้สึกตื่นเต้นและสงสัยว่า ตัวผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ก็ฉุกคิดถึงคำสอนที่ว่า “จงถอนวัชพืชแห่งความสงสัยออก แล้วปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อมั่นว่า ที่ศูนย์กลางกายของเรามีดวงธรรมและพระธรรมกายอยู่จริง”
ตอนเป็นฆราวาส คนสระบุรีเรียกกระผมว่า “ส.จ.เปี๊ยก” เพราะเคยเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี 4สมัย เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด 2สมัย และเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ฯพณฯ สมชาย สุนทรวัฒน์ หนึ่งสมัย ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทอโกรเมด (Agromed) จำกัด เป็นบริษัทฯที่นำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสัตว์จากต่างประเทศ
ตอนนี้เห็นว่าสังขารยังพอไหว จึงตั้งใจว่า “เราจะต้องบวช เพื่อตามหาพระที่หายไป และจะบำเพ็ญเนกขัมมบารมี จนกว่าลมหายใจเฮือกสุดท้าย” แม้ผมจะบวชตอนแก่ ก็ขอแก่บุญแก่บารมี แก่อินทรีย์แต่ไม่ขอแก่หน้า จะเดินตามเส้นทางอริยะของพระราธะ ที่ท่านแม้จะบวชตอนแก่ แต่ก็ว่าง่ายสอนง่าย จนกว่าจะได้เข้าถึงธรรม ได้มีความสุขกับพระภายใน เป็นรักแท้ในวัยชราครับ