พอดีกับที่ลูกได้ดู DMC พระเดชพระคุณหลวงพ่อแนะนำว่า “ให้เราเล่นตัว ทิ้งสิ่งที่เห็นนอกตัวทั้งหมด ยอมดูความมืดดีกว่า” ลูกจึงทำตาม คราวนี้นั่งมืดเป็นปีๆเลยค่ะ เวลานั่งก็จะได้แต่ความสบาย เห็นแสงสว่างบ้าง แต่ก็นั่งทุกวันไม่เคยเว้น พอมาได้หลักการวางใจจากพระอาจารย์ที่บ้านสวนอุบลฯ ก็เลยเน้นความสบาย พอใจสบายก็ค่อยๆน้อมลงไปในตัว
แต่ภายหลัง พอได้อ่านหนังสือ เมื่อไม่รู้จะอ่านอะไร ที่รวบรวมโอวาทของคุณครูไม่ใหญ่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม และหนังสือแนะนำการนั่งสมาธิ ถึงได้รู้ว่า การนั่งสมาธิต้องใช้หลักการ พอดี รู้ถึงวิธีการเดินสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา ยิ่งไปกว่านั้นได้ตระหนักถึงคำว่า ปล่อยวาง ผ่อนคลาย เบาสบาย มากยิ่งขึ้น
ผมได้นำโครงการหิ้วปิ่นโตไปวัด มาใช้กับข้าราชการเมืองของผม เพราะผมยึดหลักการพัฒนาที่ว่า “ถ้าเราจะปลูกพืชต้องเตรียมดิน จะกินต้องเตรียมอาหาร จะพัฒนาการต้องเตรียมคน จะพัฒนาคนต้องพัฒนาที่ใจ จะพัฒนาใครต้องพัฒนาตัวเองก่อน”
ผมจึงตัดสินใจที่จะสร้างคนให้เป็นคนดี และสร้างเยาวชนลูกหลานของผม ในเขตพื้นที่การศึกษาสุโขทัย เขต1 เข้าร่วมโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก 100เปอร์เซ็นต์ เพราะผมได้ดูหลักการและขบวนการทั้งหลายแล้วว่า มันเป็นสิ่งที่เราทำได้ และเป็นสิ่งง่ายๆ ที่ไม่ยากที่จะทำ ที่สำคัญผมต้องขอชื่นชมเรื่องสื่ออุปกรณ์การสอนศีลธรรมมาก เพราะเป็นสื่อที่มีคุณค่ามากและคุ้มค่าสำหรับคุณครู ที่จะนำไปสอนให้แก่เด็ก
สิ่งที่พวกเราชอบเป็นพิเศษสุดสุดเลยก็คือ การฟังธรรมบรรยายจาก พระเดชพระคุณพระภาวนาวิริยะคุณ ซึ่งท่านได้เมตตาให้หลักการในเรื่องจิตวิทยาการสอนพระพุทธศาสนา พระเดชพระคุณหลวงพ่อครับ...ตั้งแต่กระผมบวชมา ๑๓พรรษา ยังไม่เคยได้ยินใครพูดว่า “การสร้างบารมีจะต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน”
ผมมั่นใจว่าถ้าทุกคนในโลกทำตามหลักการง่ายๆนี้ โลกที่ร้อนอยู่จะสงบเย็นลง สมเป้าหมายว่า เราจะอยู่ร่วมกันอย่าง Peace and joy together อย่างแน่นอน เพราะทุกวันนี้เรารบกับศัตรูผิดตัว เพราะศัตรูที่แท้จริง จริงๆแล้วมันไม่ได้อยู่ข้างนอก แต่มันอยู่ข้างใน ศัตรูตัวจริงก็คือ กิเลสภายใน
ผู้หญิงคนหนึ่ง มีชีวิตครอบครัวที่แตกร้าว สามีแยกทางไปมีภรรยาใหม่ ปล่อยให้เธอดูแลลูกๆ 3คน แต่เพียงลำพัง เธอเลี้ยงดูลูกทั้งสาม ด้วยการถือหลักการทำตัวอย่างให้ลูกเห็น เช่น ไม่พูดโกหก มีสัจจะ อยู่ในศีลห้า และตอบสนองในสิ่งที่ลูกขอ แต่ผลที่ได้รับกลับไม่เป็นไปอย่างที่เธอหวัง ลูกสาวคนโตดูเหมือนจะรักพ่อมากกว่า ส่วนลูกชายคนที่สอง ตำหนิเธอว่า เข้มแข็งเกินความเป็นหญิง ไม่มีความเป็นแม่ ขาดความอ่อนโยน อ่อนหวาน และที่สำคัญที่สุดคือ ควบคุมเขามากเกินไป...คงมีแต่ลูกสาวคนเล็กที่ดูจะติดแม่ เพราะพ่อจากไปตั้งแต่เธออายุเพียง 6ปี...มาร่วมกันศึกษาชีวิตของเธอ ในแบบของโรงเรียนอนุบาลฝันฝันวิทยา
ผู้หญิงคนหนึ่ง มีชีวิตครอบครัวที่แตกร้าว สามีแยกทางไปมีภรรยาใหม่ ปล่อยให้เธอดูแลลูกๆ 3 คน แต่เพียงลำพัง เธอเลี้ยงดูลูกทั้งสาม ด้วยการถือหลักการทำตัวอย่างให้ลูกเห็น เช่น ไม่พูดโกหก มีสัจจะ อยู่ในศีลห้า และตอบสนองในสิ่งที่ลูกขอ แต่ผลที่ได้รับกลับไม่เป็นไปอย่างที่เธอหวัง ลูกสาวคนโตดูเหมือนจะรักพ่อมากกว่า ส่วนลูกชายคนที่สอง ตำหนิเธอว่า เข้มแข็งเกินความเป็นหญิง ไม่มีความเป็นแม่ ขาดความอ่อนโยน อ่อนหวาน และที่สำคัญที่สุดคือ ควบคุมเขามากเกินไป...คงมีแต่ลูกสาวคนเล็กที่ดูจะติดแม่ เพราะพ่อจากไปตั้งแต่เธออายุเพียง 6 ปี...มาร่วมกันศึกษาชีวิตของเธอ ในแบบของโรงเรียนอนุบาลฝันฝันวิทยา...
I initiated many friends into the practice of Dhammakaya meditation. They asked me why there are so many methods of meditation and why all the traditions claim that their method is the best. I would like to know how I should explain this issue to them.
What is the principle of good people network building that the Lord Buddha gave us?