พระเถระได้วิสัชนาว่า “ขอถวายพระพร ข้อที่ตรัสว่า พระมหาโมคคัลลานะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีฤทธิ์นั้นก็ถูก ข้อที่ว่าท่านถูกโจรทุบตีจนต้องนิพพานก็ถูก แต่การถูกทุบตีนั้น เป็นเพราะกรรมเข้ายึดไว้ คือ เป็นวิบากกรรมของท่าน ที่เคยถูกอกุศลเข้าสิงจิตให้กระทำปิตุฆาตและมาตุฆาตุ คือ ฆ่าพ่อฆ่าแม่มาก่อน ไม่มีใครหลีกเลี่ยงกฎแห่งการกระทำได้ สักวันย่อมต้องได้รับผลของกรรมนั้น”
เมื่อให้ทาน สละทรัพย์ออกจากใจ ความตระหนี่ซึ่งเป็นวิบัติก็หลุดร่อนออกไปด้วย เมื่อวิบัติหลุดออกไป สิริสมบัติก็หลั่งไหลเข้ามาแทน บุญที่เกิดจากการให้ทานและเอาชนะความตระหนี่ในใจได้นี้ ไปดึงดูดสมบัติใหญ่มา ทำให้ได้สมปรารถนาในสิ่งที่ต้องการ ได้ทั้งโลกิยทรัพย์และอริยทรัพย์ ดังเรื่องของหญิงชราท่านหนึ่ง ที่ตัดใจให้ทานเอาชนะใจตนเองได้ โดยสละทรัพย์ที่หามาด้วยความยากลำบากออกให้ทาน
สามเณรเดินต่อไป เห็นช่างศร กำลังเอาลูกศรลนไฟ เล็งดูด้วยหางตา แล้วดัดให้ตรง จึงเรียนถามพระเถระด้วยความอยากรู้ ตามประสาเด็กอายุ ๗ ขวบ ที่มีบารมีแก่กล้า เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ตรึกธรรมะไปว่า ถ้าสามารถดัดลูกศรที่ไม่มีจิต ให้ตรงได้ ทำไมหนอ คนซึ่งมีจิตแท้ๆ จึงไม่สามารถบังคับจิตของตนเองได้"
บั้งไฟพญานาค เรื่องราวอันน่าอัศจรรย์นี้เกิดขึ้นในวันมหาปวารณา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ หรือตรงกับวันออกพรรษาของประเทศลาว ซึ่งวันออกพรรษาของไทย ถึงก่อนวันออกพรรษาของลาวหนึ่งวัน
ปวงสัตว์ในโลกผู้อาศัยอาหาร เป็นอยู่ทุกจำพวก ขอจงได้อาหารอันน่าพอใจด้วยใจของเรา เมื่อตั้งจิตอย่างนี้ อาหารทั้งหลายก็บังเกิดขึ้น พระองค์สามารถเลี้ยงคนได้ทั้งโลกเพียงแค่ใจนึกคิดเท่านั้น
ในเวลาเช้าก็ เกิดเหตุการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด ในเวลาเย็นก็เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ตะวันแก้ว พอตกกลางคืนก็เกิดเหตุการณ์พระจันทร์ทรงกลด ซึ่งในวันนั้นมีเหตุการณ์อัศจรรย์ ถึงสามอย่างในวันเดียว
ฝ่ายชายหนุ่มคนนั้น เมื่อได้สบตาคุณแม่ก็รู้สึกสะดุดใจเข้าอย่างจัง นึกถามตัวเองว่า “ทำไมเรารู้สึกผูกพันกับผู้หญิงคนนี้จังเลยแปลกจริง” หลายวันต่อมาขณะที่ชายหนุ่มคนดังกล่าว นั่งทานข้าวอยู่ที่ร้านอาหารใกล้ๆ กับร้านของคุณแม่...คุณแม่เดินผ่านมาพอดีจึงเอ่ยทักว่า “พี่ทานน้ำมั๊ยคะ” และนี่เองคือ บทสนทนาครั้งแรก