การทำบุญด้วยทองคำที่ปรากฎในพระไตรปิฎกนั้น ล้วนมีอานิสงส์มหาศาลเกินกว่าคนธรรมดาสามัญจะคาดคิดได้ ซึ่งเรื่องราวต่างๆ ทั้งหลายเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในครั้งพุทธกาล
ยํ กมฺมํ กริสฺสนฺติ ใครทำกรรมใดไว้ กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา ดีหรือชั่วก็ตาม ตสฺส ทายาทา ภวิสฺสนฺติ ตนจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
ธรรมะทั้งหมดที่พระองค์ตรัสไว้ตลอด 45 พรรษา รวมแล้วได้ 84,000 ข้อ มีปรากฏในพระไตรปิฎก แต่เมื่อสรุปแล้วเหลือเพียง 1 ข้อ คือ ความไม่ประมาท
เนื่องจากมีเพื่อนชาวคริสต์หลายคน เพื่อนๆ เหล่านี้เคยถามลูกว่า แก่นแท้หรือหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนามีอย่างไร ลูกตอบไม่ได้ จึงขอเรียนถามหลวงพ่อค่ะ
พระภิกษุโดยทั่วไปไม่มีสมณศักดิ์ ถ้าเป็นเจ้าอาวาสท่านให้เรียกว่าพระอธิการทุกวัด ถ้ามีสมณศักดิ์ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานสมณศักดิ์ให้แล้วจึงจะมีคำนำหน้า เช่น เป็นพระครู เป็นพระปลัด จนกระทั่งเป็นพระราชาคณะ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า ท่านเจ้าคุณ
ในประเทศอินเดียเรื่องของเมรุเผาศพ ไม่ได้มีอยู่ในวัด ไม่ว่าในสมัยพุทธกาล หรือสมัยปัจจุบัน แม้ในเมืองไทยเรา แต่ก่อนนี้เขาก็ไม่ได้มีเมรุในวัด เขาเผากันกลางทุ่ง
ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานการบวชให้แก่พระมหากัสสปะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระมหากัสสปะก็ได้น้อมนำโอวาทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานมาให้นำไปประพฤติปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนกระทั่ง.....
บุคคลใดประมาทในกาลก่อน แล้วกลับมาไม่ประมาทในภายหลัง เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง กระจ่างดังพระจันทร์เฉิดฉายในนภากาศ
คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น ดีแต่ว่าเขา ทำการขัดขวางผู้อื่นที่ให้ทาน คนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานหรือยมโลก ถ้าหากถึงความเป็นมนุษย์ จะเกิดในสกุลคนยากจน หาเสื้อผ้า อาหาร ความสนุกสนานได้โดยยาก คนตระหนี่ปรารถนาสิ่งใดจากผู้อื่น เขาย่อมไม่ได้แม้สิ่งนั้นตามความปรารถนา นั่นเป็นเพราะผลกรรมในภพนี้ และภพหน้าก็ยังเป็นทุคติอีกด้วย
พิธีบรรพชาครั้งประวัติศาสตร์ จัดขึ้นในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 ณ วิหารมายาเทวี ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเดชพระคุณพระธรรมกิตติวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร