พออ่านไป...อ่านไป...ผมก็รู้สึกว่า มันโดนตัวเองอย่างจัง คิดว่า ทำไมมันช่างเหมือนความรู้สึกของผมเสียเหลือเกิน ผมโทรศัพท์ติดต่อผู้นำบุญทันที (ชื่อ พี่อ้อย เป็นคุณแม่ของ คุณองอาจ ธรรมนิทา) และนับจากวันนั้น ประตูใจที่ถูกปิดมานานเกือบ 20ปี ก็เริ่มแง้มเปิดขึ้น ทำให้ผมยอมมาวัดครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2549 ซึ่งตรงกับช่วงธุดงค์ปีใหม่พอดี
ช่วงแรกที่มา วัดเป็นป่ารก ทรุดโทรม หน้าวัดเป็นดงงูกะปะ ท่านก็จัดการพัฒนากระทั่งวัดสะอาดขึ้น แล้วท่านจึงหาทางพัฒนาคนในพื้นที่ กำจัดผีสุรา ผีไพ่ ท่านเล่าให้ฟังว่า สมัยมาแรกๆโยมเอาภัตตาหารมาถวาย ใส่ปิ่นโตมา ก็วางไว้เลย ไม่มาประเคนหรือถวายพระ ท่านจึงสอนโยม โดยการไม่ฉันภัตตาหารที่ไม่ได้ประเคน และเทศน์เรื่อยมาเป็นประจำ
สันติสุขภายในที่ผมได้รับ ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจที่จะหักดิบ เลิกบุหรี่ ทั้งที่เคยสูบมาตลอด 30 ปี และเมื่อผมได้นั่งสมาธิมากขึ้น มากขึ้น ทำให้ผมยิ่งเห็นว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นตัวถ่วงความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ผมได้จัดงานเทเหล้า เผาบุหรี่ที่บ้าน ในเดือนตุลาคมปี 48 ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องผิดปกติของคนเดนมาร์ก แต่ผมว่า “นี่แหละ เป็นความถูกปกติของลูกพระธัมฯ”
เพราะแม้นว่าถ้าผมเป็นมหาเศรษฐีที่รวยขนาดไหน แต่จะช่วยคนทั้งโลกนั้น คงช่วยได้ยาก เอาอะไรไปให้ก็ไม่เพียงพอ สักวันก็หมด แต่ถ้าเอาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปมอบให้เขา เราให้ได้ทั้งโลก ให้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด ให้อริยทรัพย์ดีกว่าให้โลกียทรัพย์ งานของนักบวชจึงเป็นงานที่แท้จริงของชีวิต
เดี๋ยวนี้ผมรู้สึกแตกต่างไปจากแต่ก่อนมาก เหมือนโซ่เส้นโตที่ล่ามใจได้หลุดหายไปแล้ว เหมือนผมได้เกิดใหม่ในสภาพที่เท่าเทียม และปลดเรื่องความไม่ดี ให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง ผมอยากจะแนะนำการฝึกสมาธิให้กับเพื่อนๆชาวแอฟริกันผิวสีทุกคน ซึ่งพวกเราเติบโตมาโดยไม่เคยรู้จักการฝึกสมาธิเลย ผมคิดว่าสมาธิจะทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น และนำสันติภาพและความมั่นคงมาสู่ประเทศแอฟริกาครับ