เธอเริ่มคบเพื่อนทางอินเตอร์เนตที่พาเธอไปร่วมเล่น เกมส์แปลกๆ คือเธอและเพื่อนถูกคนกลุ่มหนึ่งบังคับให้ทำกิจกรรมต่างๆโดยไม่ให้ติดต่อกับ ทางบ้าน นอกจากจะโทรไปขอเงิน ขอไม่ได้ก็จะยืมเงินจากเพื่อนๆของเธอ เธอบอกว่าเอาไปช่วยเพื่อนที่ถูกจับเป็นตัวประกันในเกมส์ ลูกต้องตามใช้หนี้ให้เธอรวมเป็นเงินหลักแสนบาท
อุทาหรณ์ของการจองเวร...ผู้หญิงคนหนึ่ง หลังจากแยกทางกับสามีคนแรก เธอก็ตัดสินใจไปทำงานที่ฮ่องกง และได้แต่งงานกับสามีคนใหม่ที่นั่น เธอกับลูกเลี้ยง ไม่ลงรอยกันเหมือนกับโกรธเกลียดกันมานาน ลูกเลี้ยงมักจะด่าทอเธอด้วยคำหยาบคายเป็นประจำ ตอนแรกเธอไม่เข้าใจความหมาย แต่พอเข้าใจ ก็เริ่มด่าตอบโต้ เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด...น้องชายของเธอ หลังจากต้องออกจากงาน ก็หารายได้ด้วยการออกเงินกู้ โดยให้ภรรยาเป็นคนทวงหนี้ ต่อมา เขาและภรรยาได้ถูกลูกหนี้ฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม...ทั้งสองเรื่องเกิดจากการจองเวรกันมาข้ามชาติ...
我以前是经营杂货店的,但是收看了DMC卫星频道后,令我决定结束经营酒烟,来卖供僧品、棺材和店里剩下的一些杂货而已。我是一名寻常百姓的女生,生活很简朴,但是却遇上了很特殊的一见钟情,是爱情子弹的缘故吧。情形是这样,在佛历2522那年,我是个年仅十九岁的年轻女孩,偶尔会出门跟朋友玩,但经常被妈妈唠叨,使我感到受委屈,所以决定跟妈妈斗气,用枪射伤自己的左腿
“著名的瀑布,美味的水果城,特香的胡椒,多样的宝石,沾达彭的草席,神奇的现象”以上是我介绍家乡的口号,而最后一句是我把自己的经验加进去的。由于我遇到许多神奇的现象,那些都是知识科技所无法解释的,所以我只好写信,依赖“梦中梦幼稚园”学校用佛学来为我解答。
我是挪威人,是梦中梦幼儿园的学生。一般来说,挪威人的性格比较冷静,诚实,同时也很热情友善,像泰国的文化一样。在以前,这里的民风淳朴,家家户户的大门都不必关上,因为当时他们只有“施予”这个观念。但是现在这些文化已经逐渐消失了,被分不出对与错的新文化所取代了
พออายุได้ 5 ขวบ จู่ๆก็มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆสูงเท่าเข่าแต่งตัวน่ารักมาก มาวิ่งเล่นกับลูกดูเธอระวังตัวมาก สัก พักลูกก็คิดในใจว่า เราจะจับตัวเด็กคนนี้ไปให้แม่ดู พอคิดจบเด็กคนนั้นก็วิ่งจู๊ดหายเข้าไปในพุ่มเถาวัลย์เตี้ยๆที่เลื้อยอยู่ ข้างรั้ว 7 ขวบก็คุยกับปลาช่อนรู้เรื่อง ปลาบอกว่า“ปล่อยฉันไปเถอะ อย่าทำอะไรฉันเลย ฉันยังมีลูกเล็กๆต้องดูแล” ลูกได้ยินดังนั้นก็ใจอ่อน “ปล่อยก็ได้ เธออยู่นิ่งๆนะเดี๋ยวเธอจะเจ็บ”
คุณอาของลูก เป็นชาวคริสต์ ท่านมีการงานดี จนได้เป็นถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ต่อมาท่านได้ปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มแข็ง กระทั่งถูกลวงไปฆ่าในโรงแรมอย่างอเน็จอนาจ และอำพรางคดีว่าเป็นเรื่องชู้สาว เป็นข่าวใหญ่หน้า 1 ในหนังสือพิมพ์อยู่นาน กระทั่งผู้ทำความผิดถูกจับ
ครอบครัวนักสร้างบารมี...ชายคนหนึ่ง เพราะได้รับการปลูกฝังเมื่อครั้งเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัย จึงทำให้ไม่เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม แต่เมื่อได้มาพบกับหมู่คณะ ได้ฟังคำเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะชีโว จึงทำให้เขาเปลี่ยนความคิด หันมาศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง และหักดิบเลิกบุหรี่ และเหล้า...เมื่อถึงยุค IMF เขาและภรรยาต้องตกงาน แต่ในที่สุดก็ได้ช่องทาง มีกิจการเป็นของตนเอง กิจการเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ เขาและภรรยาได้สร้างบารมีกับหมู่คณะอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง…ลูกสาวของเขาได้เข้ามาสร้างบารมีกับหมู่คณะ มาช่วยงานตั้งแต่ 3 ขวบ...ลูกชาย ก็ชอบดู DMC แต่เยาว์วัย...
เธอได้ล้มป่วยด้วยโรคลูคิวเมีย (มะเร็งในเม็ดเลือดขาว) ปลายปี 2548 หมอบอกว่า เธอจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ เพราะ โรคของเธอมาถึงระยะสุดท้ายแล้ว สองสามีภรรยารู้สึกเศร้าเสียใจมาก ทางออกสุดท้าย เขานึกถึงเพื่อนชาวพุทธ คือ ตัวผม พร้อมกับส่งคำถามว่า “หากมีคนมาบอกว่าภายในสัปดาห์นี้คุณจะต้องตาย ชาวพุทธเขาเตรียมตัวกันอย่างไร”
ต่อมาในปี2532 เขาได้หย่าขาดจากภรรยาเรียบร้อย แล้วพาลูกไปเที่ยวอเมริกาอีกครั้ง หลังกลับจากอเมริกา เขาก็พาลูกนั่งรถไปดูคฤหาสน์หลังใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 24 ไร่ ในย่านที่ไม่ห่างไกลจากเมืองหลวงของประเทศเบลเยี่ยม ขณะเดินชมคฤหาสน์เขาก็เปรยๆ กับลูกว่า “บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ ผมไม่ได้สร้างไว้เพื่ออยู่คนเดียวหรอกนะ”