ข้อความต้นฉบับในหน้า
12 ต า ม ร อ ย พ ร ะ ม ง ค ล เ ท พ ม นี
เราเดินไปจนถึงท้ายวัด
มองไปยังตรงข้ามก็เห็นบ้านเรือนเรียงรายไปตามริมคลอง
ในช่วงที่ได้พูดคุยกับชาวบ้าน และพระในวัด จึงได้ทราบว่าบ้านของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว ของเดิมนั้นเป็นเครื่องผูก
พระท่านก็ถามว่า “รู้จักเครื่องผูกไหม?”
เราก็ตอบว่า “ไม่รู้จักครับ”
ท่านก็บอกว่า “ก็ทําด้วยไม้ มัดๆ กันไว้”
ไม้ล่า คือ ไม้ไผ่เป็น ๆ ผูกมัดกันไว้ นี่คือสภาพบ้านโดยทั่วไปในสมัยนั้น
ชาวบ้านเล่าด้วยความภูมิใจว่า หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่ประสูติของสมเด็จพระสังฆราช
องค์ก่อนโน้น คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณ
สิริมหาเถร) วัดพระเชตุพนฯ และเป็นดินแดนถิ่นกําเนิดของพระอาจารย์ที่เก่งกล้าใน
ด้านการปฏิบัติทางจิตอีกหลายรูป
เรามองข้ามลำน้ำไปยังจุดที่พระท่านชี้ให้ดูว่าเป็นบ้านของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
และระลึกถึงท่านว่า
ท่านเกิดที่นี่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๗ มีพี่สาว ๑ คน และน้องชาย ๓ คน สมัยเป็นเด็ก
ท่านช่วยเลี้ยงวัว เมื่อวัวพลัดหลงหายไป ท่านจะตามหาจนกว่าจะพบ ถ้าไม่พบก็ไม่ยอม
กลับบ้าน เวลาใช้งานวัวก็จะไม่ใช้เกินกำลัง ถึงเวลาก็ให้พัก เพลก็หยุด ถือตามคติโบราณ
ที่ว่าถ้าใช้งานจน “เพลคาบ่าวัว” แล้วจะบาปนัก จิตใจของท่านมีเมตตาอย่างนี้
เมื่อหันหน้ากลับมาดูสภาพภายในวัดสองพี่น้อง เที่ยวเดินชมไปรอบๆ วัด แล้ว
ได้ระลึกถึงหลวงพ่อวัดปากนํ้าว่า
สมัยเมื่อท่านอายุได้ ๙ ขวบ ท่านข้ามฟากคลองจากบ้านมาเรียนหนังสือกับพระ
น้าชายของท่าน ที่วัดสองพี่น้องนี้เอง จนกระทั่งพระน้าชายลาสิกขาแล้ว ท่านจึงไปเรียน
ต่อที่วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม
เมื่อหลวงพ่ออายุได้ ๒๒ ปี วันหนึ่งในเดือน 5 ข้างขึ้น (ราวๆ เดือนพฤษภาคม
พ.ศ. ๒๔๔๙) หลังจากที่ท่านคุมข้าวลงเรือและสั่งการลูกจ้างให้นำไปขายที่กรุงเทพฯ แล้ว
ตัวท่านก็เข้าอยู่วัด หัดท่องจำวิธีบรรพชาอุปสมบท และศึกษาพระวินัยอยู่ ๒ เดือน จนถึง
กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๙ (เดือน ๘) ท่านก็ได้อุปสมบท ที่โบสถ์วัดสองพี่น้องแห่งนี้