
กรณีศึกษา · dmc.tv
EP.335 หาเงินทั้งชาติ แต่ไม่ค่อยได้ใช้เงิน
ออกอากาศ วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2547
หาเงินทั้งชาติ แต่ไม่ค่อยได้ใช้เงิน
ประวัติผู้ส่ง
ผู้ส่งเคส เป็นลูกคนหนึ่งในครอบครัวที่ เตี่ย เป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ ย้ายมาอยู่เมืองไทยเมื่ออายุ 16 ปี เตี่ยแต่งงานกับ คุณแม่ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่เนื่องจาก ยาย ไม่ชอบลูกเขยคนจีน ครอบครัวจึงย้ายไปอยู่ที่เขื่อนภูมิพล และผู้ส่งเคสก็เกิดที่นั่น ผู้ส่งเคสจำได้ว่าเมื่ออายุ 7-8 ขวบ คุณแม่ทำงานหนักมาก หลังจากคุณแม่เสียชีวิต ครอบครัวก็เหมือนแพแตก เตี่ยแต่งงานใหม่กับ แม่น้า ซึ่งเป็นคนไทย ชีวิตของผู้ส่งเคสหลังจากนั้นก็เต็มไปด้วยความยากลำบาก ต้องออกจากโรงเรียน ไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะเงินอยู่กับแม่น้า เมื่อรู้สึกเหงาและคิดแบบเด็กๆ ผู้ส่งเคสจึงหนีออกจากบ้านไปมีครอบครัวเมื่ออายุประมาณ 18-19 ปี ชีวิตกับสามีก็ยิ่งเลวร้ายเหมือนลงเหว ต้องทำงานหนัก
เนื้อเรื่อง
เรื่องราวเริ่มขึ้นที่ เตี่ย ของผู้ส่งเคส ซึ่งเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่เกิดในปี พ.ศ. 2463 ได้เดินทางมาอยู่เมืองไทยเมื่ออายุ 16 ปี ต่อมา เตี่ย ได้แต่งงานกับ คุณแม่ ของผู้ส่งเคสที่จังหวัดสุพรรณบุรี อย่างไรก็ตาม คุณยาย ของผู้ส่งเคสไม่พอใจลูกเขยคนจีน ทำให้ครอบครัวใหม่ของ เตี่ย กับ คุณแม่ ต้องย้ายออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ที่เขื่อนภูมิพล ผู้ส่งเคสและพี่น้องก็กำเนิดขึ้นในขณะที่อยู่ที่เขื่อนภูมิพลนี่เอง
เมื่อผู้ส่งเคสมีอายุประมาณ 7-8 ขวบ ก็ได้เห็นภาพ คุณแม่ ทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ท่านทำการค้าหลายอย่าง เช่น ทำโรงเชือดหมู ทำเส้นก๋วยเตี๋ยว ทำโรงน้ำแข็ง รับจำนำสิ่งของ และขายทุกอย่างที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ คุณแม่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน และแม้จะไม่สบายก็ไม่ยอมรักษาตัว คุณแม่เป็นคนตระหนี่ในการใช้จ่าย เมื่อหาเงินมาได้ก็จะเก็บเอาไว้โดยไม่บอกใคร เพราะ เตี่ย มักจะมาขอเงินไปเล่นไพ่นกกระจอก
ต่อมา คุณแม่ ป่วยเป็นมะเร็งในมดลูกในระยะแรก แต่ท่านก็ยังคงทำงานจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง จนกระทั่งเมื่อรู้ตัวว่าอาการหนักและคงไม่รอดชีวิตแล้ว คุณแม่จึงเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสวนดอก แต่หมอก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้ คุณแม่จึงขอให้พาตัวกลับมารักษาที่บ้านที่เขื่อน ก่อนที่จะเสียชีวิต คุณแม่เคยหยุดหายใจไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ เตี่ย ได้จุดธูปสามดอกบอกให้ท่านรอคุณยายก่อน ในคืนที่ คุณแม่ สิ้นลม คุณยายได้เดินทางมาถึงบ้าน คุณยายได้เข้ามาลูบศีรษะของ คุณแม่ และพูดคุยกับท่าน คุณยายพูดว่า "เป็นอย่างไรบ้าง" และกล่าวว่า "คนหัวหงอกเผาคนหัวดำ" จากนั้น คุณยาย ก็บอกให้ คุณแม่ นึกถึงพระ และจับมือท่านให้พนม พร้อมทั้งนำให้ คุณแม่ พูดว่า "พุทโธ ธัมโม สังโฆ" คุณยายพยายามนำให้ คุณแม่ นึกถึงพระ แต่ คุณแม่ พูดไม่ได้ ท่านพยายามลืมตาขึ้นมอง คุณยาย แล้วดวงตาก็เหลือกค้าง ก่อนจะสิ้นใจตายในที่สุด ในวันที่ 14 มีนาคม 2514 เวลาประมาณ 20:00 น. ด้วยอายุ 42 ปี
หลังจาก คุณแม่ เสียชีวิต ครอบครัวก็เปรียบเหมือนแพที่แตกกระจาย เตี่ย แต่งงานใหม่กับผู้หญิงไทยที่ลูกๆ เรียกว่า แม่น้า หลังจากแต่งงานกับ แม่น้า แล้ว ชีวิตของ เตี่ย ก็เปลี่ยนไป ท่านกลายเป็นคนทำงานแทน ส่วน แม่น้า นั่งเก็บเงินเพียงอย่างเดียว ซึ่งแตกต่างจากตอนที่อยู่กับ คุณแม่ เพราะตอนนั้น เตี่ย ไม่ได้ทำงานเลย คุณแม่ เป็นคนทำเพียงคนเดียว ลูกๆ ของ เตี่ย ทุกคนไม่ได้เรียนหนังสือต่อ เพราะเงินอยู่กับ แม่น้า ทำให้ทุกคนต้องลาออกจากโรงเรียนทั้งหมด ผู้ส่งเคสรู้สึกเหงา และด้วยความคิดแบบเด็กๆ จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปมีครอบครัวเมื่ออายุประมาณ 18-19 ปี
แต่ชีวิตเมื่อไปอยู่กับสามีกลับยิ่งเลวร้ายกว่าเดิมเหมือนตกลงเหว ต้องทำงานหนัก เมื่อตั้งท้องลูกคนแรก แม่สามีเห็นว่าผู้ส่งเคสยังเด็กอยู่ จึงบังคับให้ดื่มยาคล้ายยาดองเหล้าเพื่อขับเลือดออก ต่อมาผู้ส่งเคสก็ตั้งท้องอีกครั้งและได้คลอดลูกสาวคนโตออกมา หลังจากคลอดลูกคนนี้ สามีของผู้ส่งเคสก็เริ่มติดผู้หญิงอื่น ผู้ส่งเคสตั้งท้องครั้งที่สามและได้กินยาเม็ดขับเลือดอีก ครั้งที่สี่ก็ได้คลอดลูกชายซึ่งสมองติด ผู้ส่งเคสรู้สึกว่าสามีติดแต่ผู้หญิงและพึ่งพาไม่ได้เลย จึงตัดสินใจเดินทางไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ แต่สามีก็เดินทางตามไปพาตัวกลับมาเมืองไทย
ชีวิตยังคงลำบาก ผู้ส่งเคสจึงตัดสินใจไปทำงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง ในช่วงนั้นชีวิตเข้าสู่ภาวะที่ยากลำบากที่สุด ผู้ส่งเคสคิดเพียงอย่างเดียวว่าจะทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงลูก เมื่อไปทำงานเป็นแม่บ้านทำความสะอาดที่ซาอุฯ นายจ้างก็ไม่ยอมจ่ายเงินเดือน ผู้ส่งเคสจึงคิดจะหนีออกจากบ้าน หนีครั้งแรกถูกนายจ้างจับได้และถูกขัง ผู้ส่งเคสจึงวางแผนใหม่โดยไปบอกภรรยาคนที่สามของนายจ้างว่า ถ้าเธอไม่ช่วยฉัน สามีเธออาจจะเอาฉันเป็นภรรยาอีกคน ภรรยาคนที่สามของนายจ้างจึงช่วยเหลือให้ผู้ส่งเคสหนีออกมา โดยให้เหยียบบ่าแล้วปีนกำแพงบ้านที่สูงมากประมาณ 2-3 เมตร
ผู้ส่งเคสวิ่งหนีไปและได้พบกับชาวฟิลิปปินส์ที่เป็นหัวหน้าคนงานไทย เขาพาผู้ส่งเคสไปหาเพื่อนคนไทยที่ทำงานขุดเจาะสายโทรศัพท์ ซึ่งได้ช่วยเหลือวางแผนให้ผู้ส่งเคสเดินทางไปที่สถานทูตไทยในประเทศซาอุดีอาระเบีย ผู้ส่งเคสอยู่ในสถานกักกัน 15 วัน นายจ้างก็มาขอประกันตัว นายจ้างถามว่าจะอยู่ซาอุฯ ต่อหรือไม่ ถ้าจะอยู่ต่อจะต่อวีซ่าให้และให้ไปอยู่บ้านนายจ้างคนใหม่ แต่ผู้ส่งเคสยืนยันที่จะกลับเมืองไทย ในใจตอนนั้นผู้ส่งเคสได้นึกถึงพระตลอด ในที่สุดนายจ้างก็ยอมจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินให้ แต่ไม่ยอมจ่ายค่าจ้าง
เมื่อมาถึงเมืองไทย ผู้ส่งเคสมีเงินติดตัวเป็นเงินไทยเพียงประมาณ 200 กว่าบาท ซึ่งเป็นค่ารถเดินทางไปบ้านสามีที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่ก็พบว่าสามีมีผู้หญิงใหม่เรื่อยๆ ต่อมา ลูกสาวคนโตของผู้ส่งเคสได้เดินทางมาญี่ปุ่น ผู้ส่งเคสจึงหาทางมาญี่ปุ่นด้วย เมื่อมาถึงญี่ปุ่น สามีของผู้ส่งเคสก็ได้ภรรยาเป็นชาวญี่ปุ่นอีก ทำให้ผู้ส่งเคสตัดสินใจตัดขาดจากสามีได้อย่างเด็ดขาด
ลูกสาวคนโตเริ่มโตขึ้น ผู้ส่งเคสเป็นห่วงเพราะเป็นผู้หญิงจึงคิดจะพา ลูกสาว มาที่ประเทศญี่ปุ่น เงินที่ใช้ค้ำประกันเพื่อให้ ลูกสาว เข้ามาญี่ปุ่นเป็นเงินของผู้ส่งเคสเอง แต่ผู้ส่งเคสเข้าญี่ปุ่นมาในนามติดตามพ่อของสามีเก่า ซึ่งได้วีซ่าจากการที่มีภรรยาเป็นชาวญี่ปุ่น
ปัจจุบัน ผู้ส่งเคสกับลูกสาวคนโตเข้ากันไม่ค่อยได้ ลูกสาวไม่ค่อยเชื่อฟัง และลูกสาวคนโตก็มีพ่อบุญธรรมเป็นชาวญี่ปุ่นที่คอยช่วยเหลือ พ่อบุญธรรมรู้เพียงว่าลูกสาวติดตามพ่อมาญี่ปุ่น แต่พ่อไม่ได้เลี้ยงดู จึงรู้สึกสงสารและช่วยเหลือจนเป็นพ่อบุญธรรมให้ โดยไม่รู้ว่าแม่ (ผู้ส่งเคส) ก็อยู่ญี่ปุ่นด้วย ชีวิตของมนุษย์นั้นซับซ้อน
คำถาม
- คุณแม่ของผู้ส่งเคสทำกรรมอะไรมา จึงมีชีวิตที่ลำบาก ทำงานตลอดชีวิต หาเงินให้คนอื่นใช้ แต่ก็ไม่ได้ใช้เอง? ตอนที่คุณแม่ใกล้จะละโลก คุณแม่ทำตามที่คุณยายบอกหรือไม่? คุณแม่มีใจนึกถึงพระหรือไม่? ทำไมคุณแม่ถึงตาเหลือกค้าง? ชีวิตหลังความตายของคุณแม่เป็นอย่างไร?
- ครอบครัวของผู้ส่งเคสเคยทำวิบากกรรมอะไรร่วมกับ แม่น้า จึงต้องมาพบความลำบากเพราะ แม่น้า ในชาตินี้?
- ทำไมชีวิตของผู้ส่งเคสจึงต้องระหกระเหินจากบ้านไปอยู่ที่ต่างๆ ทำงานก็ไม่ได้เงินเดือน มีสามีก็เจ้าชู้ เป็นที่พึ่งไม่ได้?
- ผู้ส่งเคสกับลูกสาวเคยทำกรรมอะไรมา ลูกสาวจึงไม่ค่อยเคารพเชื่อฟัง? และจะแก้ไขอย่างไร?
- พ่อบุญธรรมของลูกสาวเคยสร้างบุญอะไรร่วมกันมากับลูกสาว ทำให้มาเกื้อกูลกันในชาตินี้?
- เตี่ยของผู้ส่งเคสเสียชีวิตในวันที่ 18 ตุลาคม 2545 ตอนที่ผู้ส่งเคสมาอยู่ญี่ปุ่นแล้ว ตอนนี้ท่านไปอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไร?
- ผู้ส่งเคสเคยสร้างบารมีมาอย่างไร และควรจะทำบุญอะไรให้ตัวเอง คุณพ่อ คุณแม่ ที่ล่วงลับไปแล้ว และทุกคนในครอบครัว ได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้?
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ตอนอื่นที่คล้ายกัน
ผู้ส่งเคสมีคำถามถึงคุณครูไม่ใหญ่ดังนี้,,:
วิบากกรรมใดทำให้แม่บุญธรรมต้องผ่าตัดถึง 5 ครั้ง และเป็นมะเร็งปอดจนเสียชีวิต ก่อนตายมีคตินิมิตอย่างไร เสียชีวิตแล้วไปภพภูมิไหน มีความอยู่เป็นอย่างไร มีอะไรฝากบอกลูกบ้างไหม
๑. วิบากกรรมใดทำให้คุณพ่อถูกฆาตกรรมตาย สาเหตุที่ถูกฆ่าในปัจจุบันคืออะไร ๒. ข้าวตีนิมิตของคุณพ่อใสหรือหมอง ตายแล้วไปไหน ได้รับบุญอุทิศหรือไม่ ต้องการบุญใดเป็นพิเศษ ๓. การบวชแก้บน ๓ ครั้งช่วยคุณพ่อได้หรือไม่ ความสำเร็จของงานเป็นเพราะบุญที่บนว่าจะบวชหรือไม่ ๔. กรรมใดทำให้คุณพ่อป่วยมะเร็งปอดแล้วรักษาหาย ๕. วิบากกรรมใดทำให้คุณพ่อเจ้าชู้มาก และคุณแม่มีสามีเจ้าชู้ ต้องทุกข์ใจร้องไห้คนเดียว ๖. คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ส่งเคสทำกรรมร่วมกันมาอย่างไร ๗. กรรมใดทำให้คุณย่าประสบอุบัติเหตุตายหมู่ ๖ ศพ คุณย่าตายแล้วไปไหน มีคติอย่างไร คุณย่ามีข้อความฝากถึงผู้ส่งเคสหรือไม่ ๘. ลูกชายคนโตของคุณย่าที่เป็นคนขับรถมีวิบากกรรมติดตัวหรือไม่ ควรทำบุญใดแก้ไข ๙. กรรมใดทำให้ผู้ส่งเคสมีสามีคนแรกเจ้าชู้มาก สามีคนปัจจุบันดีมากเพราะบุญใด ผู้ส่งเคสและสามีคนปัจจุบันเคยเกื้อกูลมาอย่างไร ๑๐. ลูกชายที่เกิดกับสามีเก่าเกเร คบเพื่อนไม่ดี ยุ่งอบายมุข มีกรรมมาอย่างไร ควรทำอย่างไรให้เขาดีขึ้น ๑๑. วิบากกรรมใดทำให้ผู้ส่งเคสมีอาการมึนหัว ปวดหัว แน่นหน้าอก จะแก้ไขอย่างไร ๑๒. คุณแม่ คุณแม่สามี ผู้ส่งเคส และลูก ๓ คน สร้างบารมีกับหมู่คณะมาอย่างไร จะมีสิทธิ์ไปดุสิตบุรีหรือไม่
ทำไมแม่ต้องเกิดในครอบครัวแตกแยก มีชีวิตลำบาก และถูกขังในวัยเด็กทั้งที่ไม่ได้ทำผิด?
วิบากกรรมอะไรทำให้คุณแม่เกิดมาเป็นกำพร้า พ่อแม่พี่น้องไม่ได้อยู่ด้วยกัน กระจัดกระจายไปอยู่กับญาติ ต้องลำบากแต่เล็ก พอสบายขึ้นมาก็ต้องมาป่วยเป็นเบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ และอีกหลายโรค?
ทำไมพ่อแม่ถึงยากจนและลำบากมากทั้งที่ขยัน?






