อุ้มบุญ พัฒนาการหรือพัฒนากรรม

การอุ้มบุญ พัฒนาการหรือพัฒนากรรม การอุ้มบุญคืออะไร อุ้มบุญบาปหรือไม่ อุ้มบุญเป็นการฝืนธรรมชาติหรือเปล่า หาคำตอบได้ที่นี่ https://dmc.tv/a18986

บทความธรรมะ Dhamma Articles > ข้อคิดรอบตัว
[ 18 ต.ค. 2557 ] - [ ผู้อ่าน : 5985 ]

อุ้มบุญ อุ้มบุญคืออะไร?

อุ้มบุญ พัฒนาการ หรือ พัฒนากรรม
เรียบเรียงจากรายการข้อคิดรอบตัว ที่ออกอากาศทางช่อง DMC
 
อุ้มบุญ
อุ้มบุญคืออะไร

การอุ้มบุญคืออะไร แม่อุ้มบุญคืออะไร

     ก่อนอื่นต้องมาดูก่อนว่าการอุ้มบุญคืออะไร เป็นการปูพื้นท่านผู้อ่านจะได้เข้าใจตรงกัน 
 
     การอุ้มบุญ ก็คือ การที่คุณแม่ไม่สามารถที่จะอุ้มท้องเองได้ อาจมดลูกมีปัญหา หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าอยากจะมีลูก จึงปรึกษาคุณพ่อ เพื่อไปหาหญิงที่จะมาอุ้มท้องแทน  การอุ้มท้องแทนก็คือ การเอาเชื้ออสุจิของพ่อกับไข่ของแม่ มาผสมกันนอกตัวคน คือ เอามาผสมในหลอดแก้ว ที่เราเรียกว่าเด็กหลอดแก้ว พอผสมเสร็จแล้วก็เอาใส่เข้าไปในมดลูกของหญิงที่อุ้มบุญ กรณีนี้เป็นการอุ้มบุญแบบหนึ่ง  
 
     แต่ก็มีการอุ้มบุญแบบอื่น คือ ใช้ไข่ของหญิงที่อุ้มท้องให้เลย เพียงแต่นำไปผสมนอกตัว ผสมในหลอดแก้ว เอาอสุจิของพ่อผสมกับไข่ของหญิงตั้งท้องนั้นแหละ  เพราะคนที่เป็นแม่ไม่สามารถใช้ไข่ของแม่จริงๆ ได้ ต้องขอใช้ไข่ของหญิงที่อุ้มท้องด้วย นี้ก็อีกกรณีหนึ่ง

     หรือกรณีอื่นก็คือว่า ใช้ไข่ของคนอื่นไปเลย ไม่ใช้ไข่ของแม่จริงๆ เพราะไข่ของแม่จริงๆ ไม่มี หรือใช้ไม่ได้ และหลีกเรื่องการใช้ไข่ของหญิงที่อุ้มท้องด้วย เพราะถ้าใช้ไข่ของหญิงที่อุ้มท้อง มันจะมีปัญหาพัวพันทางด้านจิตใจ เพราะมันคือลูกของหญิงคนนั้นจริงๆ   ทั้งอุ้มท้องและไข่ของเขาเองด้วย ความรู้สึกผูกพันมันจะมากเป็นพิเศษ ถ้าใช้ไข่ของคนอื่น ผสมเสร็จแล้วเอามาใส่ในท้อง เจ้าตัวก็จะรู้สึกว่าเป็นเหมือนช่วยอุ้มท้องให้เท่านั้น ลูกก็ไม่ใช่ลูกเรา ไข่ก็ไม่ใช่ไข่ของเรา ความรู้สึกทางด้านจิตใจ มันจะไม่เหมือนกัน เดี๋ยวนี้จึงหลีกเลี่ยง ไม่ใช้ไข่ของหญิงอุ้มท้อง อาจเป็นไข่ของหญิงอื่น อาจจะเป็นไข่ของแม่จริงๆ ถ้ามันไม่มีปัญหา ถ้าไข่ของแม่จริง ใช้ไม่ได้ ก็ต้องไปใช้ไข่ของหญิงคนอื่น ที่เป็นคนบริจาคมาให้ ผสมเข้าไป ตั้งครรภ์ครบกำหนดก็คลอดออกมา นี้และที่เรียกว่าอุ้มบุญ 
 
อุ้มบุญ
อุ้มบุญคืออะไร? อุ้มบุญหรืออุ้มบาป ? อุ้มบุญเป็นพัฒนาการ หรือพัฒนากรรม

การอุ้มบุญถูกหรือผิด

     ในด้านกฎหมายประเทศไทยยังไม่ได้อนุญาตโดยตรง ออสเตรเลียก็ยังไม่อนุญาต แต่บางประเทศอนุญาต อย่างเช่น อเมริกา หรือ อินเดีย อนุญาตทั้งคู่ แต่ว่าในอเมริกาค่าใช้จ่ายจะแพง คนหนึ่งค่าใช้จ่ายประมาณ 200,000 เหรียญ 6 ล้านกว่าบาท แพงมากเลย ส่วนในอินเดีย ประมาณ 2,800 เหรียญ ประมาณ 1 ล้านบาท อเมริกากับอินเดียค่าใช้จ่ายต่างกันประมาณ 7 เท่าตัว คนจึงนิยมไปหาหญิงชาวอินเดียอุ้มบุญให้เยอะ เพราะกฎหมายเขารับรองว่าทำได้อย่างถูกต้อง อันนี้คือกรณีที่หนึ่ง ถูกหรือผิดกฎหมาย 

การอุ้มบุญถือว่าเป็นบุญหรือเป็นบาป

      อันที่สอง มันถูกศีลธรรมหรือเปล่า ตรงนี้ประเดินเรื่องศีลว่าผิดหรือไม่ผิด มันก็ไม่ถึงกับผิด เพราะไม่ได้ทำให้ใครตาย เพราะไม่ได้ไปฆ่าใคร ผิดศีลไม่ผิดหรอ แต่ถามว่าผิดธรรมหรือเปล่า ตรงนี้มีประเด็นที่หมิ่นเหม่อยู่ เพราะอะไร? เพราะมันมีรายละเอียดเยอะ ยกตัวอย่างเช่น 

 
อุ้มบุญคืออะไร? อุ้มบุญหรืออุ้มบาป ? อุ้มบุญเป็นพัฒนาการ หรือพัฒนากรรม
 
      ปัญหาที่เขาเกิดขึ้นมา หญิงบางคนพอตั้งครรภ์  คลอดแล้ว เกิดความรักและผูกพัน ไม่ยอมเอาเด็กให้กับผู้ว่าจ้าง หอบลูกหนี หอบเด็กหนี เพราะความรักและผูกพัน ก็มีปัญหาเกิดขึ้น เด็กที่เกิดขึ้นมาก็ไปอยู่กับแม่ที่อุ้มท้องซึ่งไม่มีพ่อ มันก็มีปัญหาครอบครัวขึ้นมาอีกหลายเรื่อง แล้วก็มีเรื่องฟ้องร้องขึ้นมาก วุ่นวายอีก

     กรณีหนึ่งคือว่า อยากมีลูกนะ อุตส่าห์เสียเงินเสียทองไปว่าจ้าง แต่พอ
ตั้งครรภ์ขึ้นมา พออุ้มท้องเสร็จ พอเด็กเริ่มโตขึ้นมาตรวจสอบว่า มีโรคแค่กำเนิด เช่นว่า พิการ แขนกุด ขากุด เป็นเด็กดาวน์ซินโดรม  มีปัญหาปัญญาอ่อน คนว่าจ้างบอกให้ทำแท้ง เพราะเขาไม่ต้องการเลี้ยงลูกที่มีปัญหาพิการ แต่หญิงที่อุ้มท้องไม่ยอม ถ้าไม่ยอมบอกว่าไม่ดูแลนะ อุ้มแล้วต้องรับผิดชอบเอง มีปัญหาอีก หรือบางทีตั้งครรภ์แฝด แฝดสอง บางกรณีมีแฝดสาม แต่คนว่าจ้างบอกว่าต้องการลูกแค่คนเดียว แล้วที่เหลือก็ยกให้หญิงตั้งท้อง ดูแลไปแล้วกัน มันก็มีปัญหาเกิดขึ้น จึงมีเรื่องถกเถียงกันเกิดขึ้น 
 
     รวมทั้งต้องคิดถึงเรื่องเด็กด้วย  ถ้าเด็กโตขึ้น เขาจะมีภาวะทางจิตใจไม่เหมือนกับผู้อื่นหรือเปล่า เมื่อโตขึ้นรู้ว่าตัวเองเกิดขึ้นมาแบบอุ้มบุญ จะดูว่าควรหรือไม่ควรประการใด ต้องดูที่การบริหารจัดการประกอบด้วย ถ้าในแง่ความเต็มใจเบื้องต้น ถือว่าเต็มใจทุกฝ่าย ทั้งพ่อ แม่ และหญิงที่รับว่าจ้างก็เต็มใจ อย่างชาวอินเดียค่าใช้จ่ายประมาณ 1 ล้านบาท แต่หญิงที่อุ้มท้องจะได้ประมาณ 250,000 หรือ 300,000 บาท เขาถือว่าเป็นรายได้ที่ดีมาก  เรียกว่าตั้งเนื้อตั้งตัว สร้างฐานะได้เลย รัฐบาลถึงออกกฎหมายให้ถูกต้อง ก็ถือว่าเป็นโอกาสการหารายได้ของหญิงยากจนอีกจำนวนหนึ่ง  เต็มใจทุกฝ่ายแต่ต้องมีการบริหารจัดการให้ดี

รับจ้างอุ้มบุญ

     มีตัวอย่างที่อินเดีย มีคลินิกที่ทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ แล้วทำอย่างเป็นจริงเป็นจัง ไม่ใช่ว่านานๆ ทำที อย่างนั้นประสบการณ์น้อย แต่นี่ทำแบบเอาจริงเอาจังก็คือว่า ทุกอย่างมีระบบหมด คนที่จะมาว่าจ้าง ก็ต้องมีการเซ็นต์สัญญา มีการวางเงินค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่มั่นคงเชื่อถือได้ หญิงที่จะมารับอุ้มบุญ ต้องมีการคัดเลือก ต้องเป็นหญิงที่เคยมีบุตรมาแล้ว ถ้าหญิงโสดไม่เคยมีลูกไม่เอา ต้องคนเคยมีลูก จึงจะมีประสบการณ์ ความเสี่่ยงในการคลอดอะไรต่างๆ ก็จะน้อยลง เพราะเคยมีประสบการณ์มีลูกมาแล้ว สุขภาพแข็งแรงทั้งกาย และใจ คัดตรวจสุขภาพอย่างดี เสร็จแล้วระหว่างที่อุ้มบุญ เขาจะเตรียมหอพักให้อยู่ ไม่ได้ให้ไปอยู่บ้านตัวเอง ให้อยู่หอพักรวมกันหลายๆ คน หญิงอุ้มบุญด้วยกัน 10 - 20 คน  อยู่รวมกัน แล้วก็มีหมอดูแล หมอพยาบาลดูแลอย่างดีตรวจเช็คสุขภาพ ดูแลอาหารอย่างดี ให้มีผลดีต่อสุขภาพมากที่สุด

 
อุ้มบุญคืออะไร? อุ้มบุญหรืออุ้มบาป ? อุ้มบุญเป็นพัฒนาการ หรือพัฒนากรรม
 
      แล้วยังอาศัยจังหวะเวลานั้น   หาอะไรมาสอนด้วย แทนที่จะให้อยู่เฉยๆ มันเหงา ก็สอนความรู้ให้ บางทีเป็นอาชีพที่ระยะยาว เช่น สอนทำผม สอนทำกับข้าว เย็บปักถักร้อย อย่างนี้เป็นต้น ก็จะมีความรู้ติดตัว แล้วก็สอนการบริหารการเงินด้วย ว่าได้เงินไปแล้วนะ คลินิกเก็บมาล้านหนึ่ง ให้คน อุ้มบุญไป 250,000 - 300,000 ที่เหลืออีก 700,000 ก็เป็นค่าใช้จ่าย เรื่องอาหารการกิน ยารักษาโรค การดำเนินการทางกฎหมายทุกอย่าง มันก็ถือว่าสมเหตุสมผล อย่าไปคิดว่าเก็บมาตั้งล้านทำไมให้คนอุ้มแค่ 200,000 กว่า เพราะเขาก็มีค่าใช้จ่ายเหมือนกัน คลินิกเขาก็ต้องจ่ายค่ากินอยู่อะไรตั้งเยอะแยะ ก็สอนว่าเงินนี้จะต้องบริหารจัดการอย่างไร อย่าให้มันหมดไปอย่างรวดเร็ว เหมือนคนถูกลอตเตอรี่  ถือว่าคลินิกเขามีความรับผิดชอบ แล้วพอมาอยู่รวมกันอย่างนี้ ก็มีข้อดีหลายเรื่อง 
 
     ระหว่างที่อยู่ ทางบ้านมาเยี่ยมได้ แต่ว่าห้ามมีเพศสัมพันธ์กับใครเลย แม้แต่สามีตัวเอง ตลอด 9 เดือน ไม่ให้มีเพศสัมพันธ์เลย ที่เป็นอย่างนี้ ก็เนื่องจากอยู่รวมกันหลายคน หญิงอุ้มครรภ์ก็รู้สึกอยู่ในใจเสมอว่า ตัวเองอุ้มลูกคนอื่นเขา เมื่อคลอดแล้ว ความคิดที่จะหอบลูกหนีอะไรต่างๆ ไม่มีเลย แต่ถ้าเกิดไปอยู่บ้านตัวเองนะ ผ่านไป 9 เดือน บางที่ความรู้สึกมันบอกว่าเหมือนเป็นลูกตัวเอง แต่พอมาอยู่รวมกันในหอพัก   แยกจากครอบครัวมา อยู่ในภาวะพิเศษ ความสำนึกในใจเกิดขึ้นว่า เรากำลังอุ้มท้องให้คนอื่น ไม่ใช่ท้องลูกตัวเอง มันอยู่ในใจหนักแน่นมาก  และคลินิกลักษณะนี้เขาจะมีประสบการณ์ เช็คสัญญาไว้อย่างดี ลูกแฝดจะต้องทำอย่างไร เด็กพิการทำอย่างไรทุกอย่างมันชัดเจนหมด ปัญหาที่คาดว่าจะเกิดได้มีการป้องกัน วางแนวทางแก้ไขไว้เรียบร้อยหมด เพราะฉะนั้น ก็ช่วยคลี่คลายปัญหาไปได้พอสมควร ถ้าจัดการอย่างดีเป็นระบบ ระเบียบป้องกันปัญหาอย่างนี้ ก็พอจะรอดตัว 
 
     ถ้าเกิดว่าทำแบบไม่รับผิดชอบ มีปัญหาขึ้นมาก็เกิดปัญหาเยอะแยะ อย่างนั้นก็ถือว่าไม่เหมาะไม่ควร มันก็ยังมีปัญหาความเสี่ยง เนื่องจากเด็กไม่ได้ผสมแบบธรรมชาติ เป็นเด็กหลอดแก้ว โอกาสที่จะเป็นโรคพิการแต่กำเนิดหรือว่าเป็นครรภ์แฝด ครรภ์ที่ไม่ปกติ มันมีเปอร์เซ็นต์สูงกว่าทั่วไปเยอะ เพราะฉะนั้น เอาจริงเข้า ถ้าจะให้ดี ไปรับเด็กกำพร้ามาเลี้ยงดีกว่า อย่างนี้ถูกทั้งศีลทั้งธรรม
 
     ถ้าบอกว่าความรู้สึกผูกพันไม่เหมือนกัน ลองไปหาคุณแม่ที่ท้องก่อนวัยอันควร ซึ่งมีเยอะ เมืองไทยปีหนึ่งมีเป็นแสน เจ้าตัวยังเรียนหนังสืออยู่ เผลอท้องขึ้นมาจำนวนไม่น้อย ไปทำแท้งด้วย แต่บางคนก็ไม่อยากทำแท้ง กลัวบาป แต่ว่าก็ไม่พร้อมที่จะเลี้ยงลูก  ถ้าเจอกรณีอย่างนี้ บอกคลินิกไว้ได้ว่า ช่วยแจ้งมาด้วยแล้วก็ไปรับที่จะอุปถัมภ์ อุปการะ เด็ก ตั้งแต่อยู่ในท้องเลย แม่จะได้สบายใจ และช่วยดูแลค่าใช้จ่ายให้เขาด้วย ให้เขามีภาวะความเป็นอยู่ที่ดี จิตใจก็สงบลง ก็ส่งผลต่อสุขภาพของลูกด้วย อาการกินอยู่ ยาก็พร้อม ค่าใช้จ่ายถูกกว่าอุ้มบุญเยอะ พอเขาคลอดก็รับเด็กมาเลี้ยง อย่างนี้ถูกทั้งศีลทั้งธรรม ดีทุกอย่าง ต่อทุกฝ่าย แล้วเราก็เลี้ยงมาให้ดีเลย มันก็ไม่ต่างจากอุ้มบุญเท่าไรหรอก เพราะอุ้มบุญบางกรณี ก็ไม่ใช่เชื้ออสุจิทั้งของพ่อและแม่ด้วยนะ เพียงแต่ว่าตัวเองเป็นคนจัดการให้เด็กคนนี้เกิดขึ้นมา ความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นว่าเด็กเป็นคนที่เราทำให้เกิดมา เราคลายความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นแบบนี้ไปนิดหน่อย แล้วก็ไปเอาเด็กที่เขาเกิดมา กรรมผูกพันทำให้ต้องมาเจอกัน อุปถัมภ์ อุปการะกันไป แล้วก็เอามาเลี้ยงให้ดีทีสุด อย่างนี้ดีต่อทุกฝ่ายไม่มีข้อเสียเลย 

การที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น จะเป็นการฝืนธรรมชาติหรือไม่? 

 
อุ้มบุญคืออะไร? อุ้มบุญหรืออุ้มบาป ? อุ้มบุญเป็นพัฒนาการ หรือพัฒนากรรม

     เรื่องการฝืนธรรมชาติก็มีอยู่ทั่วไป เช่น เขื่อน น้ำที่มันเคยไหลอยู่ ก็ไปกันเขื่อนให้มันไม่ไหล บางคนบอกปลามันไปวางไข่ไม่ได้ ก็มีปัญหา หรือว่า คนป่วยตามหลักก็ควรจะตาย แต่ไปคิดยาปฏิชีวนะขึ้นมา เขาก็เลยไม่ตายฝืนธรรมชาติไหม? ถ้าคิดอย่างนี้ก็เป็นการฝืนทั้งนั้น หรือว่าที่จะคลอดแล้วมันคลอดไม่ออก เอาก้นลงอย่างนี้เป็นต้น เลยต้องผ่าท้องแม่ออก หรือเป็นครรภ์แฝดอย่างนี้เป็นต้น ไปผ่าท้องออกฝืนธรรมชาติไหม มันก็ฝืนนะ ปกติสมัยก่อนการแพทย์ไม่ก้าวหน้า ไม่มีการผ่าท้อง นี้ไปผ่าท้อง ก็ฝืนธรรมชาติ ไม่ผ่า เด็กก็ตายอยู่ในท้อง แม่ก็จะแย่ไปด้วย เพราะฉะนั้น ทุกอย่างก็มีโอกาสฝืนกันทั้งนั้น ในแง่วิทยาศาสตร์ 
 
     แต่ว่าเราจะต้องใช้วิทยาศาสตร์ให้เป็น คือ เพื่อให้ชีวิตเราสะดวกสบาย ให้ชีวิตเราผาสุกมากขึ้น แต่ต้องระวังผลกระทบ อย่าให้เกิดมากจนเกินไป ถ้าเกิดมองอีกด้านหนึ่ง บางทีวิทยาศาสตร์เอาไปทดลอง ทดลองเชื้อแปลกๆ เช่น เป็นสงครามชีวภาพ เขาก็ไปหาเพราะเชื้อโรค เอาแบบสายพันธ์ดุๆ เลย จนบางคนยังสงสัยว่า เชื้อเอดส์บ้าง อีโบล่าบ้าง จริงๆ แล้วมันหลุดมาทางห้องทดลองหรือเปล่า ถ้าเกิดถึงคราวสงครามเกิดขึ้น จะปล่อยเชื้อโรคไปในดินแดนข้าศึก มันจะระบาดไปทั่ว คนบาดเจ็บล้มตาย ป่วยไข้เป็นแสน เป็นล้าน อย่างนี้แล้วน่ากลัวมากๆ
 
     อีกอันที่จะเปรียบเทียบให้เห็น ไม่ใช่ชีวิตโดยตรง แต่มันก็ส่งผลเนื่องกัน เช่น ตอนนี้คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีก้าวหน้า อะไรก็เชื่อมต่อไร้สายทั้งนั้น แล้วนับวัน ก็จะมีเครือข่ายไร้สายพัวพันอยู่รอบชีวิตเรามากขึ้น ต่อไปเราใช้มือถือสั่งเปิดปิดตู้เย็นในบ้านได้  ก่อนจะกลับถึงบ้าน สั่งต้มน้ำร้อน สั่งต้มกาแฟ หุงข้าว ทำอะไรได้หมดเลย อยู่ที่ทำงานอยากจะดูทีวี ไม่มีเวลา ทำงานอยู่ ร้านการมันออก ก็สั่งทีวีที่บ้านอัดเทปไว้ก็ได้ ผ่านเครือข่ายไร้สาย พอเป็นอย่างนี้ก็มีคนที่เก่ง แต่ว่าขาดจริยธรรม ไปทำไวรัสคอมพิวเตอร์ขึ้นมา มันก็ระบาดไปทั่วเลย เครื่องจักรก็ติดโรคกันได้ มือถือก็ติดโรค คอมพิวเตอร์ก็ติดโรค ลำบากกันไปทั่วเลย 
 
      อีกหน่อยรถยนต์ก็จะติดโรค เพราะรถยนต์ก็เริ่มใช้เทคโนโลยีไร้สายมากขึ้น เมื่อไรที่ใช้ไร้สายก็มีสิทธิ์ติดไวรัสคอมพิวเตอร์ได้เมื่อนั้น แล้วก็ไม่ใช่แค่คนพิเรนอย่างเดียวที่มีความพยายามสร้างไวรัสขึ้นมาอย่างเป็นระบบ หน่วยทหารแต่ละประเทศก็มีการตั้งหน่วยทางด้านไอทีขึ้นมา ทั้งป้องกันการโจมตีของประเทศอื่น ผ่านระบบไอทีของประเทศตัวเอง และขณะเดียวกันก็ผลิตหนอนไวรัสที่เขาเรียกว่า worm อยู่ในคลังแสง เหมือนกับเป็นขีปนาวุธสำคัญ เตรียมเองไว้เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นตัว พยายามทำให้มันดุๆ อาละวาดหนักที่สุด เกิดสงครามเมื่อไร จะปล่อยสงครามไวรัส ไปตีระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศที่เป็นข้าศึก ซึ่งถ้าเกิดทำหนอนไวรัสตัวดุๆ ได้ ไปทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศนั้นล่มสลาย เช่น ระบบไฟฟ้าของอเมริกาล่มสลาย ไฟดับ  โรงพยาบาลทุกอย่างไม่ทำงาน หรือเจาะไปในระบบธนาคารทุกอย่างรวนหมด เจอไปในระบบเพนตากอน การสั่งการของทหาร หรือว่าการขีปนาวุธจะรวนหมด เขาบอกหนอนคอมพิวเตอร์ที่ดุๆ ตัวเดียวเท่านั้นเอง ที่ส่งเข้าไปอนุภาพมากกว่าระเบิดนิวเคลียร์อีก
 
     อันนี้คือการใช้สติปัญญาของมนุษย์มาสร้างสิ่งที่เป็นโทษล้วนๆ เลย ต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ ถ้าอย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเลย ให้เอาวิทยาศาสตร์ มาใช้ในทางที่สร้างสรรค์ คิดยารักษาโรคนี้ใช้ได้ แต่คิดเชื้อโรคอย่างนี้ใช้ไม่ได้ คิดอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้ชีวิตเราดำเนินไปด้วยความสะดวกมากขึ้น อย่างนี้ดี แต่คิดมาทำลายระบบ อย่างนี้ไม่ดี ต้องแยกเป็นกรณีๆ ไป 

วิทยาศาสตร์ก้าวไกล จะทำอย่างไรให้จิตใจก้าวตามทัน? 

 
อุ้มบุญคืออะไร? อุ้มบุญหรืออุ้มบาป ? อุ้มบุญเป็นพัฒนาการ หรือพัฒนากรรม

     รู้ไหม? ว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่ลึกลับซับซ้อนที่สุดก็คือร่างกายมนุษย์ และจิตใจมนุษย์ ถ้านำวิทยาศาสตร์มาเทียบด้วยแล้วก็ยังห่างเยอะเลย อย่างตอนนี้เขาพยายามกำลังทำปัญญาเสมือน เลียนแบบความคิดมนุษย์ คิดตัดสินใจ จริงๆ แล้วยังห่างมาก น่าคิดว่าร่างกายมนุษย์แค่นี้ หนักก็แค่คนตัวเล็กๆ ก็ 40 - 50 กิโลกรัม แต่มีระบบที่ทำงานซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ 
 
     การทำงานของสมองมนุษย์ คอมพิวเตอร์เครื่องไหนๆ ก็ยังสู้ไม่ได้ ระบบทุกอย่างในร่างกายที่มีการปรับทุกอย่างให้ลงตัว ไม่มีเครื่องจักรกลใดในโลกที่จะสู้ได้ ที่มองนี้คือกลไกชีวภาพ หรือว่าจิตใจมนุษย์ บางคนบอกใจ แล้วใจเป็นยังไง เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่ถ้าเกิดนั่งสมาธิ(Meditation) จนเกิดญาณทัศนะแล้ว จะมองเห็นใจว่าเป็นดวงกลมใสๆ ขนาดประมาณฟองไข่แดงของไข่ไก่ ใสกลมขนาดนั้นนะ ก็สลัวๆ เล็กกว่าลูกปิงปองอีก แต่ว่าสิ่งที่ตัวเองประสบและเจอมาเป็นล้านๆ  ชาติ บันทึกอยู่ในนั้นหมด จะระลึกชาติไม่ได้ ต้องไปดูที่ไหน ไปดูที่ใจของเรานี้ ทุกอย่างที่เราคิดพูดทำ ตลอดเวลา ตลอดทุกภพทุกชาติ อยู่ในนั้น นี้แค่ฟัง เมมการ์ดอย่างเดียวนะ ยังมีความคิด ตัดสินใจอีกมากมาย อยู่ในใจดวงน้อยๆ นี้หมดเลย 
 
      ต้องบอกว่ากลไกการทำงานของใจ อัศจรรย์ยิ่งกว่าร่างกายอีกนะ มันหน้าทึ่งมากๆ เลย วิทยาศาสตร์ถ้าเทียบกับการทำงานของใจแล้ว มันแค่หางอึ่ง แต่กระนั้นก็ตาม ถ้ามองวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน กับสมัยร้อยปีที่แล้วพันปีที่แล้ว เราก็จะพบว่ามันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นมา ใหม่เยอะแยะมากมาย ในปัจจุบันนี้ มันก็ดูมีสีสันอลังการ ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต แต่เราอย่าไปเป็นทาสวิทยาศาสตร์ 
 
     ให้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตของเรา แต่เมื่อไรเรากลายเป็น ส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์ เหมือนตกอยู่ในการควบคุมทางวิทยาศาสตร์ไปแล้ว อย่างที่มีคนเคยทำภาพยนตร์ คล้ายๆ กับหุ่นยนต์ครองโลก บางคนบอกน่ากลัว อีกหน่อยมนุษย์กลายเป็นทาสไปเลย จริงๆ มันไม่ถึงจุดนั้นหรอ แต่ว่าพูดง่ายๆ ว่า เรา อย่างตกไปในวังวน เป็นทาสของเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่น  ปัจจุบันก็ตาม มีอะไรใหม่ออกมา จะต้องหาเงินหาทองไปซื้อ ในบางประเทศ เกิดกรณีอย่างนี้ ซึ่งมันเกิดขึ้นมาจริงๆ แต่ยังไม่เยอะก็ตาม มันเกิดมาแล้ว ไปขายไต คนเรามีไตสองข้าง ยอมตัดไตขายไปข้างหนึ่งให้กับ คนที่ไตพิการไตวาย เพื่อจะเอาเงินมาซื้อโทรศัพท์มือถือ อยากได้มากเลยขายไตไปข้างหนึ่ง ถ้าอย่างนี้ต้องบอกว่ามันเกินไปแล้ว อย่าไปทำ อย่างนั้นเป็นทาสเทคโนโลยีแล้ว ไม่ถูกต้อง เราดำเนินชีวิตเราอย่างพอเหมาะพอสม ตามสภาพของเราดีกว่า ไม่จำเป็นต้องเกาะกระแส ถึงขนาดเป็นทาสเทคโนโลยีขนาดนั้น


รับชมคลิปวิดีโออุ้มบุญ พัฒนาการ หรือ พัฒนากรรม
ชมวิดีโออุ้มบุญ พัฒนาการ หรือ พัฒนากรรม   Download ธรรมะอุ้มบุญ พัฒนาการ หรือ พัฒนากรรม

http://goo.gl/IdlcsJ


พิมพ์บทความนี้



บทความอื่นๆ ในหมวด

      ตักบาตรใส่บุญ(ตอนที่2)
      ตักบาตรใส่บุญ (ตอนที่1)
      ปัญหามรดก
      ยิ่งใหญ่ในรายละเอียด
      กฎหมายตาวิเศษ
      เงินดิจิทัล
      ศักดิ์สิทธิ์นอกศาสนา
      ลอกเลียนแบบ
      พลังแรงเชียร์
      หักหลังเขาแทงหลังเรา
      อาชีพหลักทางเลือก
      ประวัติศาสตร์ย้อนคิด
      เข็นครกขึ้นป.โท-ป.เอก




   ค้นหา บทความธรรม    

  ฝันในฝันวิทยา
  สารพันธรรมะ
  ปกิณกธรรม
  ผลการปฏิบัติธรรม
  โครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก
  ธรรมะบันเทิง
  ข่าว
  ข่าวประชาสัมพันธ์
  ข่าวบุญฝากประกาศ
  DMC NEWS
  ข่าวรอบโลก
  กิจกรรมเว็บ dmc.tv
  Scoop - Review DMC
  เรื่องเด่นทันเหตุการณ์
  Review รายการ DMC
  หนังสือธรรมะ
  ธรรมะเพื่อประชาชน
  ที่นี่มีคำตอบ
  หลวงพ่อตอบปัญหา
  อยู่ในบุญ
  สุขภาพนักสร้างบารมี
  นิทานชาดก
  CaseStudy กฎแห่งกรรม
  กฎแห่งกรรม
  เรื่องราวชีวิต
  เหลือเชื่อแต่จริง
  อุทาหรณ์สอนใจ
  ฮอตฮิต...ติดดาว
  วิบากกรรม...ทำให้ทุกข์
  บุญเกื้อหนุน
  ปรโลกนิวส์
  ธรรมะและสมาธิ
  พุทธประวัติ
  สมาธิ
  ผลการปฏิบัติธรรมนานาชาติ
  ทศชาติชาดก
  พุทธประวัติและวันสำคัญ
  บทสวดมนต์
  ศัพท์ธรรมะ ภาษาอังกฤษ
  มหาปูชนียาจารย์
  อานุภาพมหาปูชนียาจารย์
  ประวัติ
  กิจกรรม
  ธุดงค์สถาปนาเส้นทางมหาปูชนียาจารย์
  About DMC
  เกี่ยวกับ DMC
  DMC GUIDE
  มือถือ Mobile
  คู่มือเว็บ www.dmc.tv
  มาวัดพระธรรมกาย
   ค้นหา บทความธรรม    

ธรรมะที่เกี่ยวข้อง - Related
ปฏิทินวันพระ
ปฏิทินวันพระ

ธุดงค์แก้ว ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
ธุดงค์แก้ว ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์

ปฏิบัติธรรมสมาธิแก้ว
ปฏิบัติธรรมสมาธิแก้ว

ปฏิบัติธรรมสมาธิแก้ว
บวชนานาชาติ

ตารางตักบาตรทั่วไทย
ตารางตักบาตรพระทั่วไทย

ตารางตักบาตรทั่วไทย
ศึกษาธรรมะทางไกล DOU

บวชพระ
สมัครบวชพระ

ค่ายปิดเทอม
ค่ายปิดเทอม

ธรรมะเพื่อประชาชน
ธรรมะเพื่อประชาชน

พุทธประวัติ
พุทธประวัติ

พุทธสุภาษิต
พุทธสุภาษิต

พระไตรปิฎก
พระไตรปิฎก

เคล็ดลับสุขภาพจากพระไตรปิฎก
เคล็ดลับสุขภาพจากพระไตรปิฎก

พระศรีอริยเมตไตรย์
พระศรีอริยเมตไตรย์

สามเณรอรหันต์
สามเณรอรหันต์

ธรรมกาย
ธรรมกาย

บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พร้อมคำแปล
บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พร้อมคำแปล

วัดในพระพุทธศาสนา
วัดในพระพุทธศาสนา

โครงการหมู่บ้านศีล 5 ประชาเป็นสุข
โครงการหมู่บ้านศีล 5 ประชาเป็นสุข

ความดีพื้นฐานสากล 5 ประการ
ความดีสากล 5 ประการ

สื่อการเรียนรู้พระพุทธศาสนา
สื่อการเรียนรู้พระพุทธศาสนา

ร้านหนังสือออนไลน์
ร้านหนังสือออนไลน์

Social Network กับงานพระพุทธศาสนา
Facebook Fanpage


รับแจ้งข่าวภัยพระพุทธศาสนาบนสังคมออนไลน์
รับแจ้งข่าวภัยพระพุทธศาสนา
บนสังคมออนไลน์ (Social Network)

สื่อประกาศขอขมาต่อวัดพระธรรมกาย
สื่อประกาศขอขมาต่อวัดพระธรรมกาย


สมัครเป็นอาสาสมัคร
สมัครเป็นอาสาสมัคร