พระนางปชาบดีโคตมีทรงรู้สึกเสียพระทัยเป็นอย่างมาก เพราะผู้ที่ได้รับผ้าสาฎกใหม่เนื้อดีนั้น กลับกลายเป็นพระภิกษุที่เพิ่งบวชใหม่ชื่อว่า "พระอชิตะ"
พระพุทธองค์จึงทรงเข้าพระทัยว่า ทำไม...พระน้านางจึงทรงรู้สึกน้อยใจเช่นนั้น และทำไม...ท่านอชิตภิกษุจึงเป็นผู้ได้รับผ้าสาฎกของพระน้านางในครั้งนี้
ครั้นแล้ว ท่านอชิตภิกษุก็ได้ลุกขึ้นไปยืนอยู่กลางแจ้ง จากนั้นก็ได้มองขึ้นไปบนอากาศ แล้วกระทำสัตยาธิษฐาน
พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานพุทธพยากรณ์แก่พระอชิตะว่า “ท่านอชิตภิกษุรูปนี้ จักได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้
เมื่อพระอชิตะได้รับพุทธพยากรณ์ในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากพระบรมศาสดาแล้ว ความปลื้มปีติโสมนัสอย่างหาที่สุดมิได้ ก็พลันบังเกิดขึ้น
ภาระและหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ซึ่งก็คือการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กำลังรอคอยท่านอยู่ในภพชาติเบื้องหน้า
โลกในยุคนั้น มีแต่สันติสุขและจะไม่มีการรบราฆ่าฟันกันเลย เพราะผู้คนในยุคนั้น จะมีศีลธรรมประจำใจ
คนที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของพระศรีอริยเมตไตรย์ ถ้าดูเผินๆก็จะมีรูปร่างลักษณะคล้ายๆดั่งชาวสวรรค์
มนุษย์ในยุคของพระศรีอริยเมตไตรย์นั้น จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไร้ซึ่งโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอันตรายร้ายแรงมาเบียดเบียน
คนชราในยุคของพระศรีอริยเมตไตรย์จะแตกต่างกับคนชราในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก
สำหรับชีวิตการครองเรือนของคนในยุคนั้น ผู้หญิงที่มีอายุเข้าสู่ปีที่ห้าร้อย จะเริ่มคิดถึงการมีครอบครัวและเข้าสู่วัยแห่งการแต่งงาน
สังคมในยุคนั้น จะเป็นสังคมที่มีแต่คนดีล้วนๆ เพราะทุกๆพื้นที่บนโลก จะไม่มีคนพาล ไม่มีคนชั่ว
ในยุคนั้น บริเวณพื้นที่ราบจะมีลักษณะราบเรียบสม่ำเสมอกัน จะมีอยู่เพียงฤดูเดียวเท่านั้น คือ ฤดูสบาย ตลอดทั้งปี จะไม่มีภัยธรรมชาติ
โลกในยุคนั้น ต้นไม้จะออกดอกออกผลและสุกงอมตลอดทุกฤดูกาล
ในช่วงที่พระศรีอริยเมตไตรย์สัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จลงมาบังเกิดบนโลกนั้น จะตรงกับสมัยของพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่า “ สังขะ ” แห่งเกตุมดีนคร
Share
แชร์ลิงค์หน้านี้