ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้สักข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เหมือนกับสัมมาทิฏฐินี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
การที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ต้องอาศัยบุญบารมีที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้วในชาติปางก่อน จึงได้อัตภาพที่สมบูรณ์ มีอวัยวะครบถ้วน ๓๒ ประการ เหมาะแก่การงานทั้งปวง เมื่อเราได้ร่างกายที่สมบูรณ์ดีนี้มาแล้ว เราควรจะนำมาใช้สร้างบุญสร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ควรนำไปใช้ผิดทางผิดวัตถุประสงค์หรือประมาทเลินเล่อ ควรหมั่นให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ซึ่งเป็นทางมาแห่งบุญ ที่จะทำให้เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผลนิพพานในทุกภพทุกชาติ หากเป็นเช่นนี้ ชีวิตของเราที่เกิดมา ในภพชาตินี้ ย่อมมีคุณค่าไม่เปล่าประโยชน์ จะเป็นชีวิตที่มีแก่นสารอย่างแท้จริง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ทุติยอัปปมาทสูตร ว่า
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้สักข้อหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ ยิ่งขึ้น เหมือนกับสัมมาทิฏฐินี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นชอบ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ ยิ่งขึ้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้สักข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เหมือนกับสัมมาทิฏฐินี้เลย ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์"
สำหรับตอนนี้ มีเรื่องในอดีตชาติของท่านอุรุเวลกัสสปะมาเล่าต่อจากครั้งที่แล้ว ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ไม่ใช่เฉพาะในภพชาตินี้เท่านั้น ที่พระองค์ทำลายความเห็นผิดของท่านอุรุเวลกัสสปะ แม้ในภพชาติก่อน พระองค์ก็ทำให้อุรุเวลกัสสปะเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ละโลกแล้ว ก็มีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไปเช่นกัน เรื่องมีอยู่ว่า
*ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่า อังคติราช ครองราชย์อยู่ในกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหรัฐ พระองค์มีอำมาตย์อยู่ ๓ นาย คือ วิชยอำมาตย์ สุนามอำมาตย์ และ อลาตอำมาตย์ ในเทศกาลเดือน ๑๒ ดอกโกมุทบาน มหาชนพากันตกแต่งบ้านเมืองอย่างตระการตาประหนึ่งเทพนคร พระราชาตรัสถามเหล่าอำมาตย์ว่า "ราตรีอันงดงามน่ารื่นรมย์เช่นนี้ เราจะเพลิดเพลินด้วยเรื่องอะไรกันดี"
เนื่องจากเหล่าอำมาตย์มีวินิจฉัยยังไม่สมบูรณ์ จึงกราบทูลตามที่ตนชอบใจ อลาตเสนาบดีกราบทูลให้พระองค์ทรงออกรบ เพื่อยึดหัวเมืองต่างๆ ไว้ในอำนาจ สุนามอำมาตย์แย้งว่า "การทำศึกสงครามในฤดูกาลนี้ ยังไม่เหมาะสม ขอพระองค์ได้เสวยเบญจกามคุณอย่างเต็มที่ก่อนเถิด"
พระราชาสดับคำของอลาตเสนาบดีแล้ว รู้สึกชอบใจที่จะได้สนทนาธรรมกับนักบวช แต่เนื่องจากพระองค์ยังไม่รู้ว่า นักบวชแท้จริงที่มีสัมมาทิฏฐิครบถ้วนบริบูรณ์นั้นควรมีลักษณะเช่นไร จึงตัดสินใจไปพบ คุณอเจลกะ ตามคำแนะนำของอลาตเสนาบดี เมื่อเสด็จไปถึงมฤคทายวัน ทรงเดินเข้าไปหาคุณอเจลกะทันที
เนื่องจากปัญหานี้เป็นปัญหาที่พระองค์ควรจะตรัสถามนักปราชญ์บัณฑิตผู้มีสัมมาทิฏฐิครบถ้วนบริบูรณ์ เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น แต่กลับไปถามพวกชีเปลือยผู้ไร้ปัญญา ไม่รู้ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดของปัญหา เมื่อคุณอเจลกะถูกถามเช่นนั้น ตนไม่รู้คำตอบที่ถูกต้อง ได้แต่ทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงสดับเถิด" และเริ่มตั้งมิจฉาวาทะว่า
"ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์ทรงสดับทางที่จริงแท้ของพระองค์ ผลแห่งธรรมที่ประพฤติแล้วเป็นบุญเป็นบาปไม่มี ขอเดชะ ปรโลกไม่มี ไม่มีใครที่จากปรโลกนั้นมาสู่โลกนี้ มารดาบิดาไม่มีคุณจริง ครูอาจารย์ไม่มีบุญคุณ เพราะต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเท่านั้น สัตว์เสมอกันหมด ผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้เจริญไม่มี กำลังหรือความเพียรไม่มี บุรุษผู้มีความหมั่นจักได้รับผลแต่ที่ไหน สัตว์ที่เกิดตามกันมา เหมือนเรือน้อยห้อยท้ายเรือใหญ่ มหาบพิตร ผลทานไม่มี ความเพียรไม่มีอำนาจ คนโง่เท่านั้นที่บัญญัติเรื่องการให้ทานไว้ คนฉลาดรับทาน คนโง่สำคัญตัวว่าฉลาด เป็นผู้ไม่มีอำนาจ ย่อมให้ทานแก่นักปราชญ์ทั้งหลาย"
วาทศิลป์ของคุณอเจลกะผู้มีความเห็นผิดนั้น ทำให้พระราชารู้สึกเห็นดีเห็นงามตามไปด้วย เพราะฟังดูแล้ว มีเหตุผลน่าเชื่อถืออยู่ไม่น้อย แต่ความรู้สึกในใจลึกๆ ของพระองค์นั้น จะเป็นอย่างไร เราคงต้องมาติดตามในตอนต่อไป
จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่า คนที่มีความเห็นผิดเป็นชอบ บางครั้งดูเหมือนมีคำพูดและการกระทำที่น่าเชื่อถือมากๆ ทำให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้มตาม ถ้าไม่มีธรรมะในใจ ก็เป็นการยากที่จะแยกแยะว่า คนพาลหรือคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีลักษณะเช่นไร จึงจำเป็นที่เราจะต้องศึกษาความเป็นจริงของชีวิต และให้มีสัมมาทิฏฐิติดแน่นในใจของเรา จะได้แยกแยะผิดถูก ดีชั่วได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องไปหลงฟังคำของผู้ที่ความรู้ยังไม่สมบูรณ์ ชีวิตเราจะได้ปลอดภัย และสร้างบารมีด้วยความสุขใจไปทุกภพทุกชาติจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรมกันทุกคน











