ชะตาชีวิต
ชะตาชีวิต
3 ศูนย์ (0) ปริศนา

ชะตาชีวิตจะได้บวช
เรื่องนี้..เป็นเรื่องของหลวงตาอภิรูโป ซึ่งเป็นพระที่บวชที่วัดปากน้ำในปี พ.ศ.2500 ท่านได้เล่าไว้ว่า ก่อนหน้านั้น..ท่านไม่เคยคิดจะบวชมาก่อนเลย อีกทั้งสาเหตุที่ยอมไปวัดปากน้ำครั้งแรกในชีวิต ก็เพราะคิดถึงพระลูกชายที่บวชอยู่ที่นี่ ซึ่งพอไปถึง..ก็ต้องพบกับความประหลาดใจสุดๆ คือ คือท่านได้ไปเห็นรูปถ่ายของหลวงปู่ เห็นแล้วก็เกิดความสงสัยอย่างหนักว่า ทำไม..รูปหลวงปู่ถึงเหมือนกับพระที่มาปรากฏให้ท่านเห็นก่อนตาย!! (เนื่องจากก่อนหน้านี้ ท่านได้ตายแล้วได้ฟื้นขึ้นมาใหม่) และเมื่อท่านเห็นดังนั้น.. “หลวงพี่ครับ..พระองค์ที่อยู่ในรูป ยังมีชีวิตอยู่ไหมครับ??” ซึ่งได้รับคำตอบว่า.. “ยังมีชีวิตอยู่” พระที่โรงเรียนปริยัติก็ชี้ไปทางหลวงปู่วัดปากน้ำแล้วพูดว่า “ท่านนั่นรับแขกอยู่นั่น เข้าไปกราบท่านสิ”
ซึ่งเจ้าของเรื่องได้เจอกับหลวงปู่ครั้งแรก หลวงปู่ก็พูดโพล้ะขึ้นทันทีว่า... “ไอ้ศูนย์..ศูนย์ (0..0) นี่สำคัญ !! ศูนย์แรกนั้น ได้อยู่บ้านใหญ่ ศูนย์ที่ 2 นี้เกือบตาย ศูนย์ที่ 3 นี่จะได้บวช เอ้า...เอาฉายาไป... อภิรูโป”
ชะตาชีวิตศูนย์ที่ 1
ชะตาชีวิตศูนย์ที่ 2
จากนั้นเจ้าของเรื่องก็มานึก.. จนต้องร้องอ๋อ..!! ขึ้นอีกครั้งว่าส่วน.. ศูนย์ (0) ที่ 2 ก็คือ อีก 10 ปีต่อมา..คือในปี พ.ศ. 2490 หลังจากออกมาจากคุกแล้ว ก็ได้ไปทำอาชีพเผาปูนขาย แต่เผาไปเผามาผงปูนมันเข้าไปกัดในคออีท่าไหนก็ไม่ทราบ กัดจนเลือดออก รักษาอย่างไรก็ไม่หาย แถมล้มป่วยหนักจนเข้าขั้นโคม่า ทำให้พระลูกชายที่บวชอยู่วัดปากน้ำเป็นห่วงมาก จึงเขียนจดหมายคาถาดีกับโยมพ่อว่า ให้ท่อง “สัมมา อะระหัง” ไปเรื่อยๆ ซึ่งพอท่องไปท่องมา... อยู่ๆ ก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น คือ เจ้าของเรื่องเห็นหลวงปู่วัดปากน้ำมายืนอยู่ตรงหัวนอน ซึ่งตอนที่เห็นนั้นยังไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นค่าหน้าค่าตาหลวงปู่มาก่อนเลย แต่ก็อธิบายลักษณะไว้ชัดว่า เป็นพระภิกษุที่มีสง่าราศีดีมาก และมีจุดเด่น คือท่านมี ไฝขนาดใหญ่เท่าเม็ดพุทรา 2 เม็ด ซึ่งหลวงปู่ท่านมาก็เพื่อจะบอกว่า.. “เอ็งเอาขมิ้นกินเข้าไปสิวะ เดี๋ยวก็หาย..!!”แต่เนื่องจากสภาพร่างกายของเจ้าของเรื่องตอนนั้นมีสภาพร่อแร่เต็มทีแล้ว จึงทำให้หลังจากเห็นหลวงปู่เสร็จ กายมนุษย์ละเอียด.. ก็หลุดจากกายมนุษย์หยาบทันที โดยที่เจ้าของเรื่องไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าใช้ศัพท์ชาวบ้าน ก็คือ วิญญาณหลุดออกจากร่าง หรือพูดง่ายๆ ว่าตายแล้วนั่นเอง.. และด้วยความที่เจ้าของเรื่องไม่รู้ว่าตัวเองตายจึงคิดไปว่า.. เอ..ทำไม..??หลังจากท่อง “สัมมา อะระหัง” แล้วร่างกายมันสบ้าย..สบาย ไม่เจ็บปวดทรมานร่างกายเหมือนเก่า แถมยังความสามารถพิเศษเพิ่มขึ้น คือ ลุกเดินออกจากร่างตัวเองได้ด้วย อีกทั้งยังลุกเดินออกมาถึงนอกชานบ้านได้ คือ แทนที่จะคิดว่าตัวเองตายแล้ว แต่กลับมี Positive Thinking คือ คิดบวกถึงขั้นว่า..คงเป็นเพราะอานุภาพที่ได้ท่องคาถาวิเศษ คือ “สัมมา อะระหัง” ซึ่งคิดอย่างนี้ ก็เลยอะเลิร์ต...รีบท่อง “สัมมา อะระหัง” ใหญ่เลย คือท่องไป..เดินไป..ทึ่งไป เพราะสามารถเดินได้เหนือพื้นสามารถเดินไปในอากาศได้ เหมือนมีอากาศเป็นแผ่นดิน แถมเดินได้เร็วกว่าปกติอีก ซึ่งพอเจ้าของเรื่องทำได้อย่างนี้...ก็เลยอะเลิร์ตหนักกว่าเก่าขึ้นไปอีก คือ ดีใจ..เกิด Positive Thinking คิดบวกต่อไปอีกว่า เอ..ท่อง “สัมมา อะระหัง” ..นี่มันช่างดีอะไรขนาดนี้..ท่องแล้วทำให้เหาะได้ด้วย !!!
จากนั้นเจ้าของเรื่องก็เดินเหาะๆ ลอยๆ ไปเรื่อยๆ อย่างเบิกบานใจ จนกระทั่งไปเจอคนรู้จัก 2 คน ..คนแรกเดินอยู่ข้างหน้า ส่วนคนที่ 2 เดินอยู่ข้างหลัง อยู่ห่างกันแค่ 2 เมตร ก็เลยดีใจ คิดอยากจะไปบอกเขาว่า ได้เจอคาถาเด็ดเข้าแล้ว... คือ ถ้าได้ท่อง “สัมมา อะระหัง” แล้ว..จะเหาะได้ เพราะอยากจะให้เขาเหาะได้เหมือนตัวท่านเอง แต่ทันทีที่เจ้าของเรื่องตะโกนเรียกทั้งสองคนนั้นกลับไม่มีใครโต้ตอบหรือหันมามองเลยสักคนเพราะเขาไม่ได้ยิน ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้ ก็เลยทำให้เจ้าของเรื่องเกิดอาการไม่พอใจ ว่าทำไมเรียกแล้วไม่ได้ยินและไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไรกันบ้างเลย

ด้วยเหตุนี้..ก็เลยทำให้กายละเอียดของเจ้าของเรื่องเกิดอาการหงุดหงิดขาดใจ และก็ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีการใหม่ คือ เดินไปในอากาศแล้วเอาเท้าไปเหยียบบ่าคนที่อยู่ข้างหน้าเสียเลย เพราะไม่อยากหันมามองดีนัก ด้วยเหตุนี้..ก็เลยทำให้คนที่อยู่ข้างหน้าเซจนหน้าคะมำไปเลย และเกิดอาการไม่พอใจอย่างแรงจนต้องหันขวับกลับมาดู พร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นในใจว่า..ใครกัน.? บังอาจมาผลักเรา..!! และพอหันมาเจอคนข้างหลัง ก็เลยคิดว่า ต้องเป็นไอ้หมอนี่ผลักแน่ๆ ก็เลยทำให้เกิดอาการทะเลาะกันยกใหญ่
ส่วนเจ้าของเรื่องที่ลอยอยู่ในอากาศได้เห็นดังนั้น..ก็รีบห้ามบอกว่า “อย่าทะเลาะกัน ฉันน่ะ..เป็นคนทำเอง !” แต่ไม่ว่าเจ้าของจะพยายามบอกอย่างไร สองคนนั้นก็ไม่ได้ยินอยู่ดีเลยทำให้เจ้าของเรื่องเปลี่ยนมาใช้วิธีการใหม่ คือ เดินไปเขย่าต้นพุทราที่อยู่ข้างหน้าให้สั่นอย่างแรง ทันใดนั้น..!! เมื่อสองคนนั้นเห็นพุทราสั่นโดยไม่เห็นคนเขย่า..ก็เกิดอาการตะลึงค้าง หยุดทะเลาะกันทันที ซึ่งขณะที่สองคนนั้นกำลังตาค้างอยู่นี่เอง ก็เลยทำให้กายละเอียดเข้าใจไปเองว่า เจ้ามนุษย์สองคนนี้สามารถมองเห็นเขาได้แล้ว จึงเกิดกำลังใจขึ้นมาใหม่ว่า งั้น..เรารีบบอกคาถาดี ว่าให้ท่อง “สัมมา อะระหัง” แล้วจะเหาะได้ดีกว่า แต่ที่ไหนได้.. ขณะที่กายละเอียดกำลังจะอ้าปากบอก..สองคนนั้น..เผ่นอ้าว..วิ่งป่าราบ..หนีพร้อมกับตะโกนว่า..ผี.. ผี ...หลอก !!!
เมื่อเป็นอย่างนั้นเจ้าของเรื่องก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงเดินเรื่อยเปื่อย และไปเจอยายแก่ที่รู้จักกันอีก จากนั้นก็ใช้วิธีการเดิมอีก คือ เดินไปเขย่าต้นไม้ที่อยู่ข้างหน้า เพราะคิดว่าวิธีนี้ เป็นวิธีที่จะทำให้ยายแก่หันมามองเจ้าของเรื่องได้ แต่ที่ไหนได้..ยายแก่คนนี้..เจนโลก คือ ไม่เหมือนชาย 2 คนที่แล้ว เพราะแกไม่กลัวผี คือพอแกเห็นต้นไม่สั่นเองได้ แกก็เลยด่ากราดเลย ว่าไอ้ผี..มาหลอกได้แม้กระทั่งคนแก่..หลอกแม้กระทั่งกลางวัน ด่า..อย่างนั้น..อย่างนี้ คือ โวยวายยกใหญ่ จนทำให้เจ้าของเรื่องหมดอารมณ์ เกิดอาการไม่พอใจ พลางคิดว่า..อุตส่าห์หวังดี กะจะเอาคาถาดี “สัมมา อะระหัง” เหาะได้มาบอก ทำไมมาด่ากันถึงขนาดนี้ และพอคิดอย่างนี้..ก็เลยเดินเข้าไปใกล้ยายกะว่าจะเอาเท้าเหยียบบ่าแกดูเหมือนชายคนเมื่อกี้ แต่พอคิดไปคิดมา ก็บอกกับตัวเองใหม่ว่า..อย่าดีกว่า เพราะขนาดเมื่อกี้เหยียบบ่าผู้ชายคนนั้นเบาๆ เขายังหน้าคะมำไปถึงขนาดนั้น แต่นี่..ยายแกแก่แล้ว เดี๋ยวเกิดล้มแล้วตายขึ้นมา จะบาปเปล่าๆ เมื่อคิดดังนั้นแล้ว...เจ้าของเรื่องก็เลยเดินถอยทัพกลับบ้านตัวเองดีกว่า
และทันทีที่เข้าบ้านนั่นเอง... เจ้าของเรื่องก็ต้องตกใจ เพราะเห็นคนในบ้านร้องไห้กันระงม อีกทั้งพอไปเห็นสัปเหร่อกำลังจะจับร่างของเจ้าของเรื่องมัดมือ มัดตราสังข์ เอาดอกไม้ใส่มือ ก็เลยรู้ว่า.. ตัวเองได้ตายไปแล้ว ซึ่งพอรู้อย่างนี้..เจ้าของเรื่องก็เกิดความรู้สึกอยากจะกลับเข้าร่างตัวเองใหม่ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง จึงรีบท่อง “สัมมา อะระหัง” ใหญ่เลย และคิดในใจว่า..อยากจะเข้าร่างให้ได้ จากนั้น..มันปรื้ดเข้าไปอย่างไรก็ไม่ทราบ คือ กายละเอียดมันวืดเข้าร่างเดิมได้ ซึ่งพอสัปเหร่อเห็นร่างที่ตายแล้ว เกิดอะเลิร์ตกระดุกกระดิกขึ้นมาใหม่ได้ ก็นึกว่าผีหลอก เผ่นอ้าวหนีกันไปเป็นแถวเลย แต่สักครู่ก็มีผู้กล้าคนหนึ่งเข้าไปแกะเชือกที่มัดมือเอาดอกไม้ออก และก็พูดจากันจนเกิดความเข้าใจ และมั่นใจว่า ไม่ใช่ผีแล้ว ..เจ้าของเรื่องก็เลยบอกให้คนข้างๆ เตียงช่วยไปเอาขมิ้นมาให้กินตามที่หลวงปู่วัดปากน้ำบอกเอาไว้ จนสุดท้ายก็หายป่วยเป็นอัศจรรย์จริง
ชะตาชีวิตศูนย์ที่ 3
จนกระทั่งอีก 10 ปี ถัดมา คือ ปี พ.ศ. 2500 เป็น 0 ที่อยู่ๆ เจ้าของเรื่องก็เกิดคิดถึงพระลูกชายที่วัดปากน้ำมาก ก็เลยได้มาเจอหลวงปู่องค์เป็นๆ ครั้งแรก และพอเจอท่าน ท่านก็ทักเรื่อง 3 ศูนย์ อย่างที่ได้เล่ามาแล้ว แล้วก็บอกว่า ศูนย์ (0) ที่ 3 นี่..จะได้บวช แต่เจ้าของเรื่องก็บอกหลวงปู่ไปว่า.. “บวชไม่ได้ เพราะตอนนี้เป็นหนี้เขาอยู่”
แต่เนื่องจากหลวงปู่ท่านเห็นในที่ จึงบอกกลับไปว่า “ให้ไปบอกเจ้าหนี้นะว่า เอ็งจะบวช แล้วเจ้าหนี้เขาจะยกหนี้ให้เอ็งหมดแล้วเขาก็จะเป็นเจ้าภาพบวชให้ด้วย แถมเอ็งก็ยังเหลือเงินกลับมาวัดปากน้ำด้วย”
ซึ่งพอเจ้าของเรื่องฟังดังนั้น ก็เลยลองไปหาเจ้าหนี้ดู และก็บอกว่า “อยากจะบวช” เจ้าหนี้ก็เลยถามย้ำความมั่นใจว่า “จะบวชจริงรึเปล่า?” เจ้าของเรื่องก็บอกว่า “จริง ๆ ..จะบวชไปตลอดชีวิตเลย เพราะแก่มากแล้ว อีกทั้งลูกชายก็บวชอยู่วัดปากน้ำ”
เมื่อเจ้าหนี้ฟังดังนั้น ก็อะเลิร์ตดีใจรีบอนุโมทนา แล้วบอกต่อว่า “งั้น..ยกหนี้ให้หมดเลยก็ได้” แถมยังถามต่ออีกว่า.. “มีเจ้าภาพบวชให้หรือยังล่ะ” เจ้าของเรื่องก็ตอบว่า.. “ยัง” เจ้าหนี้ก็บอกต่อด้วยความดีใจว่า.. “งั้น.. จะขอเป็นเจ้าภาพให้เอง” จากนั้นเจ้าหนี้ก็ถามเพิ่มอีกว่า “แล้วมีเงินเดินทางไปวัดปากน้ำรึเปล่า” เจ้าของเรื่องก็ตอบว่า.. “ไม่มี”
เจ้าหนี้ก็เลยให้เงินมาอีกก้อนหนึ่ง เพื่อเป็นค่าเดินทางไปวัดปากน้ำอีก คือ จากเป็นหนี้..แต่กลับเหลือเงินมาวัดปากน้ำจริงๆ ซึ่งเป็นไปตามที่หลวงปู่ท่านบอกไว้เป็นอัศจรรย์ทุกประการ...




















