การเดินทางไกลในสังสารวัฏ จำเป็นต้องมีเสบียงบุญติดตัว ถ้าเสบียงบุญมาก การดำเนินชีวิตจะสะดวกสบาย ไม่ต้องวิตกกังวลในการแสวงหาปัจจัย ๔ มาเลี้ยงชีพ บุญกุศลที่เราได้ทำไว้ดีแล้ว จะเป็นเสบียงใหญ่ให้เราสร้างบารมีอย่างมีความสุข
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สิริชาดก ว่า
สิปฺปวนฺโต อสิปฺปา วา ลกฺขิกา ตานิ ภุญฺชเร
สพฺพตฺถ กตปุญฺญสฺส อติจฺจญฺเญว ปาณิโน
อุปฺปชฺชนฺติ พหู โภคา อปิ นายตเนสุปิ
ผู้ไม่มีบุญ จะเป็นผู้มีศิลปะหรือไม่มีก็ตาม ย่อมขวนขวายรวบรวมทรัพย์ไว้เป็นอันมาก ผู้มีบุญเท่านั้น ย่อมใช้สอยทรัพย์สมบัติเหล่านั้น โภคะเป็นอันมากที่เกิดขึ้นมา ย่อม ล่วงเลยสัตว์ผู้ไม่มีบุญ ส่วนผู้สั่งสมบุญไว้อย่างดีแล้ว รัตนะทั้งหลายก็บังเกิดขึ้น แม้ในที่มิใช่บ่อเกิด
คนมีบุญปรารถนาอะไรก็สำเร็จสมปรารถนาทุกประการ เราได้พบเห็นกันอยู่บ่อยครั้ง บางคนประกอบธุรกิจการงาน ก็ประสบความสำเร็จอย่างอัศจรรย์ ได้ผลเกินควรเกินคาด ในขณะที่บางคนแม้จะทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปสักเพียงใดก็ตาม ผลที่ได้รับกลับไม่คุ้มกัน ไม่เป็นที่น่าพอใจ บางทีถึงกับล้มเหลวสิ้นเนื้อประดาตัวเลยก็มี ดังนั้นจะทำอะไรก็ตาม เราจะมีเพียงมือถึง ใจถึง ทุนถึง ทีมถึง เท่านี้ยังไม่เพียงพอ ต้องบุญถึงด้วย จึงจะประสบความสำเร็จได้
เราจะคุ้นกับถ้อยคำที่ว่าเก่งกับเฮง บางคนเก่งแต่ไม่เฮง คือ มีความรู้
ความสามารถมาก แต่ทำแล้วไม่สำเร็จเพราะไม่เฮง แต่บางคนทั้งเก่งทั้งเฮง ทำอะไรสำเร็จหมด คำว่าเฮงนี้ลึกซึ้ง หมายถึง ผู้ที่มีบุญมาก มีดวงบุญใหญ่โต ดวงบุญเป็นดวงกลมใสบริสุทธิ์อยู่ในกลางกายของเราทุกๆ คน
ผู้ที่สั่งสมบุญเป็นประจำจะไม่มีวันตกต่ำ มีแต่จะเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เราคงจำท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกันได้ ท่านเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญที่ใช้เงินปูเรียงจนเต็มพื้นที่สวนของเจ้าเชต เพื่อจะเอาสวนนั้นมาสร้างเป็นวัด ถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระภิกษุสงฆ์ สถานที่แห่งนั้นได้ชื่อว่า เชตวันมหาวิหาร ซึ่งมีชื่อตามเจ้าของที่ดินเดิม
*ตลอดชีวิตของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ไม่มีวันใดที่ว่างเว้นจากการสร้างความดี ตื่นขึ้นมาตอนเช้าได้ทำบุญตักบาตร บางทีท่านก็เดินไปวัดพระเชตวัน นำข้าวยาคูไปถวายพระภิกษุสามเณร ตอนเย็นก็เข้าไปฟังธรรม พร้อมนำน้ำปานะไปถวายพระภิกษุสามเณร สองมือของท่านจะมีของถวายทานติดมือไปวัดทุกครั้ง ไม่เคยเข้าวัดมือเปล่า สั่งสมบุญอย่างต่อเนื่องไม่เคยขาด แม้บางช่วงท่านจะประสบกับปัญหาเศรษฐกิจเงินทองไม่คล่องตัว ถวายทานได้แค่น้ำผักดองกับข้าวปลายเกรียน แต่ท่านยังคงทำบุญไม่หยุด ทำไปตามกำลังในขณะนั้น ถึงแม้เงินทองของท่านจะลดลง แต่ศรัทธาในใจท่านไม่เคยลดลง แม้มีทรัพย์น้อยแต่มากด้วยศรัทธา ตั้งมั่นเป็นอจลศรัทธาทีเดียว
จนกระทั่งเทวดาประจำบ้านซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิทนไม่ไหว ต้องออกปากห้ามปราม แต่ท่านไม่ยอมหยุดยั้งในการสร้างมหาทานบารมี กลับให้โอวาท
เทวดาว่า "ท่านอย่ามาพูดอย่างนี้เลย เมื่อท่านไม่เห็นด้วย ก็อยู่เฉยๆ เถิด อย่ามาขัดขวางกัน ท่านอย่าอยู่ที่นี่เลย ไปหาที่อยู่ใหม่เถิด"
เราจะเห็นว่าคนที่ทำบุญไว้มากๆ จะไม่มีวันจนอย่างเด็ดขาด และไม่มีวันตกต่ำอีกด้วย แม้เศรษฐกิจจะตกต่ำ แต่จิตใจกลับสูงขึ้น เพราะอานุภาพบุญจะช่วยเกื้อกูลให้เจริญรุ่งเรืองไม่มีวันตกต่ำ
พราหมณ์ได้ฟังข่าวคราวของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ตั้งแต่ช่วงที่ประสบกับภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ทั้งด้านการเงินและความเป็นอยู่ จนกระทั่งเศรษฐีกลับคืนสู่ภาวะปกติการเงินคล่องตัว พราหมณ์ตรวจดูก็รู้ว่า บุญในตัวของท่านเศรษฐีมีมาก และในบ้านของท่านเศรษฐีก็มีสิ่งที่เป็นสิริอยู่ ทำให้ชีวิตธุรกิจการงานเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น พราหมณ์จึงทำทีว่าจะไปเยี่ยมท่านเศรษฐี แล้วขอเอาสิริในบ้านหลังนั้น
เศรษฐีได้ต้อนรับปฏิสันถารเป็นอย่างดี พราหมณ์ตรวจดูว่าสิริประดิษฐานอยู่ที่ไหน รู้ว่าท่านเศรษฐีมีไก่ขาวปลอดตัวหนึ่ง สวยงามมาก อยู่ในกรงทองเลี้ยงดูอย่างดี สิรินั้นประดิษฐานอยู่ที่หงอนไก่ พราหมณ์จึงบอกว่า "ท่านเศรษฐี ข้าพเจ้าสอนมนต์ลูกศิษย์ ๕๐๐ คน มีไก่ที่ใช้ให้ขันบอกเวลา แต่มันขันไม่เป็นเวลา ทำให้ข้าพเจ้าลำบากเหลือเกิน ไม่ได้หลับไม่ได้นอนกัน สวนไก่ของท่านเศรษฐี ซึ่งรู้ว่าเวลาใดควรขัน เวลาใดไม่ควรขัน ท่านโปรดให้ไก่ตัวนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด"
มหาเศรษฐีดีใจที่จะได้ให้ทาน บอกว่า "เมื่อท่านพราหมณ์อยากได้ ท่านรับเอาไปเลย" ในขณะที่ตัดใจจะให้ไก่กับพราหมณ์ เท่านั้น สิริก็เคลื่อนออกจากหงอนไก่ ไปประดิษฐานอยู่ที่ดวงแก้วมณี คนไม่มีบุญ แม้ตัวเองอยากได้ และเขาก็มอบให้แล้ว แต่ดวงบุญในตัวไม่พอที่จะรองรับ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เป็นเจ้าของ สิริจึงเคลื่อนไปอยู่ที่อื่น
พราหมณ์รู้ว่าสิริเคลื่อนไปอยู่ที่ดวงแก้วมณีแล้ว จึงเอ่ยปากขอแก้วมณีกับเศรษฐีอีก เศรษฐีซึ่งมีปกติให้ทานอยู่สม่ำเสมอ จึงให้แก้วมณีแก่พราหมณ์โดยไม่มีความรู้สึกเสียดาย หรือหวงแหนแต่อย่างใด พอให้แก้วมณี สิริก็เคลื่อนจากแก้วมณีไปประดิษฐานอยู่ที่ไม้เจว็ด ซึ่งวางอยู่เหนือหัวนอนของท่านเศรษฐี พราหมณ์รู้ว่าสิริไปอยู่ตรงนั้นก็ไม่ละความพยายาม ขอไม้เจว็ดอีก เศรษฐีก็ให้อีก สิริก็เคลื่อนจากไม้เจว็ดไปประดิษฐานอยู่ที่ศีรษะของภรรยาของท่านเศรษฐี พราหมณ์รู้ว่าสิริเคลื่อนไปอยู่ที่บนศีรษะของภรรยาของท่านเศรษฐี คิดว่า เราไม่อาจจะขอภรรยาของท่านเศรษฐีได้ จึงเลิกล้มความตั้งใจ
พราหมณ์สารภาพกับท่านเศรษฐีว่า "ท่านมหาเศรษฐี อันที่จริงข้าพเจ้ามาที่นี่ เพราะตั้งใจว่าจะมาขอสิริในเรือนของท่าน ตอนแรกสิริประดิษฐานอยู่ที่หงอนไก่ เมื่อท่านให้ไก่แก่ข้าพเจ้า สิริก็เคลื่อนไปอยู่ที่แก้วมณี เมื่อท่านให้แก้วมณี สิริก็เคลื่อนไปอยู่ที่ไม้เจว็ด เมื่อท่านให้ไม้เจว็ด สิริก็เคลื่อนไปอยู่ที่ศีรษะของภรรยาของท่าน ข้าพเจ้าได้คิดว่า สิรินี้เป็นของเฉพาะผู้มีบุญเท่านั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้มีบุญน้อยไม่สามารถครอบครองได้เป็น
แน่ ข้าพเจ้าไม่อาจจะเอาสิริของท่านไปได้ ของของท่านก็เป็นของท่านเท่านั้น เป็นของเฉพาะบุคคล ไม่สาธารณะทั่วไปแก่บุคคลอื่น" จากนั้น พราหมณ์ก็อำลาท่านเศรษฐีกลับบ้านด้วยความผิดหวัง
ดูเถิดว่า บุญนี่สำคัญจริงๆ มีพลานุภาพยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น แม้พระบรมศาสดายังตรัสย้ำว่า "ใครมีบุญมาก สิ่งที่ดีมีสิริมงคลทั้งหลายจะไปอยู่กับผู้มีบุญมาก บุญจะดึงดูดสิริ ทั้งหลายมา ใครจะลักเอาไปไม่ได้ เป็นของอสาธารณะ"
ดังนั้น เราจะต้องสั่งสมบุญกันให้มากๆ หมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อย่าประมาทในการสั่งสมบุญ และอย่าเกียจคร้านในการปฏิบัติธรรม ให้ขยันนั่งธรรมะทุกๆ วันอย่าได้ขาด เราจะได้สมปรารถนา ได้เข้าถึงพระธรรมกายภายในกันทุกๆ คน













