
โหราจารย์นั้น แต่เดิมก็เป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง แต่บัดนี้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกลับหมดสิ้นไปเสียแล้ว ด้วยลืมความจริงข้อหนึ่งไปว่า “ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่รักตน และขวนขวายเพื่อให้ตนได้รับความสุขความปลอดภัยทั้งสิ้น ความรู้สึกรักตนนี้ย่อมมีแก่สัตว์ทุกจำพวก เมื่อทุกคนรักตนเอง แล้วมุ่งแสวงหาความปลอดภัย ด้วยการโยนความทุกข์ไปให้ผู้อื่น โดยไม่คำนึงว่าเขาก็รักตัวของเขาเองเช่นกัน การกระทำเช่นนี้ชื่อว่าไม่เป็นธรรมเลย”
โหราจารย์เมื่อมิได้คำนึงถึงจิตใจของพระกุมาร จึงกราบทูลพระราชาไปว่า “ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระบาทขอพระมหากรุณาเป็นที่พึ่ง แม้นว่าสิ่งที่ข้าพระบาทจะกราบบังคมทูลต่อไปอาจเป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานอภัยโทษแก่ข้าพระบาทด้วยเถิด พระเจ้าข้า”
“ไม่เป็นไรท่านอาจารย์ เชิญท่านกล่าวเถิด เราใคร่จะทราบอยู่แล้ว” พระองค์ตรัสเร่งเร้า “ขอเดชะ ข้าพระบาทเห็นด้วยเกล้าฯว่า พระองค์อย่าทรงรีรออยู่เลย โปรดสั่งให้นำพระเตมิยกุมาร ผู้เป็นกาลกิณี ขึ้นบรรทมบนรถเทียมด้วยม้าอัปมงคล มอบหมายให้สารถีขับรถอัปมงคลนั้น ออกไปทางประตูด้านทิศตะวันตก แล้วนำพระกุมารไปฝังทั้งเป็น ในสถานที่อันเป็นอัปมงคลคือป่าช้าผีดิบนอกเมืองหากทำได้สำเร็จดังนี้ สวัสดิมงคลทั้งปวงก็จะบังเกิดขึ้นแด่พระองค์ แม้ภยันตรายทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นกับ พระเศวตฉัตร และพระมเหสี ก็จะอันตรธานสิ้นไป พระเจ้าข้า”
ครั้นพระราชาได้ทรงสดับเช่นนั้นก็ทรงสะเทือนพระหฤทัยอยู่ไม่น้อย เพราะหากทรงตัดสินเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าพระองค์ทรงยอมให้เขาฆ่าพระโอรสของพระองค์เอง ซึ่งไม่ใช่วิสัยของผู้เป็นบิดาจะพึงกระทำต่อบุตรของตน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงลังเลพระหฤทัยอยู่ แต่ครั้นทรงดำริถึงภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่บ้านเมืองของพระองค์ ก็ให้ทรงหวาดผวายิ่งนัก จึงทรงใคร่ครวญถึงคำกราบทูลของโหราจารย์ที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในพระหฤทัยของพระองค์ตลอดเวลา โหราจารย์เห็นพระองค์ทรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จึงชำเลืองสายตาดูพระพักตร์พระราชาของตนซึ่งส่อเค้าว่าทรงเสียพระหฤทัยยิ่งนัก จนสังเกตเห็นได้ชัดว่าพระพักตร์ของพระองค์หมองเศร้า และดวงพระเนตรก็แดงก่ำไปในทันที
โหราจารย์เห็นว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญ ถ้าปล่อยให้เนิ่นนานไป พระองค์อาจจะทรงสงสารพระโอรสจนไม่อาจรับสั่งอะไรให้เด็ดขาดลงไปได้ จึงรีบถวายบังคมทูลพระราชาว่า “ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระองค์จะเห็นควรอย่างไรพระเจ้าข้า” พระเจ้ากาสิกราชได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงกลับตั้งสติ ลุกขึ้นจากพระแท่นบัลลังก์ เสด็จประทับยืนอย่างองอาจผึ่งผายสมกับเป็นยอดกษัตริย์ แล้วตรัสกับโหราจารย์ด้วยพระสุรเสียงอันห้าวหาญว่า “ท่านอาจารย์ ความสงบสุขของบ้านเมืองย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอท่านอาจารย์จงทำตามที่ท่านเห็นสมควรเถิด” เมื่อพระองค์ทรงตกลงพระหฤทัยเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่รับสั่งอะไรอีก จากนั้นก็ทรงก้าวพระบาทเสด็จออกไปจากท้องพระโรง กลับคืนสู่พระตำหนักของพระองค์ทันที
เหล่าโหราจารย์เมื่อได้ฟังพระราชดำรัสของพระองค์แล้ว ต่างก็พากันกล่าวสรรเสริญพระเกียรติคุณของพระองค์ว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงเห็นแก่ประโยชน์อันไพบูลย์ของทวยราษฎร์ ยิ่งกว่าที่จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนพระองค์ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับไป
พระเจ้ากาสิกราชผู้ทรงสิ้นหวังในพระโอรสแล้ว จึงทรงปฏิเสธในทันทีว่า “ไม่ได้หรอกพระเทวี เราเป็นกษัตริย์ ตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ” พระนางทรงต่อรองพระสวามีว่า “ทูลกระหม่อม ขอพระองค์ทรงตรองดูก่อน ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระโอรสไม่เคยทำความเดือดร้อนให้แก่ใครเลย มีแต่พวกเราต่างหากที่ทำความทุกข์ร้อนให้แก่พระกุมาร ทำไมถึงจะต้องรับสั่งให้ฝังเธอทั้งเป็นอย่างนั้น ขอพระองค์จงรอดูก่อนเถิด หม่อมฉันจะเลี้ยงดูพระโอรสเอง จะมิให้เกิดความเดือดร้อน หรือระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์เลย”
พระราชาแม้จะทรงสดับเหตุผลและคำขอร้องของพระเทวีอย่างไร ก็ทรงยืนกรานเช่นเดิมว่า “ไม่ได้ เราตรัสคำใดไปแล้ว จะต้องเป็นคำนั้น มิเช่นนั้น คนทั้งหลายจะเชื่อถือถ้อยคำของเราหรือ” เมื่อพระราชาผู้เป็นที่สุดของรัฐตรัสยืนยันคำสั่งเดิมเช่นนั้น ก็คงยากที่จะทูลขอให้เป็นอย่างอื่นไปได้ แต่พระเทวีจะทรงมีวิธีการของพระองค์อย่างไรอีกนั้น โปรดติดตามตอนต่อไปโดย : หลวงพ่อธัมมชโย (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)










