คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่จัดประชุมคณะสงฆ์ ประจำเดือนมกราคม พุทธศักราช 2552
เพียงตัดสินใจออกบวชเพื่อประพฤติพรหมจรรย์แค่ไม่กี่ปี ยังเป็นเหตุให้ท่านได้ทิพยสมบัติมากมาย และได้ครอบครองยาวนานถึงเพียงนี้ การประพฤติพรหมจรรย์ คือ การประพฤติอันประเสริฐ ไม่ใช่ต้องออกบวชเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พรหมจรรย์มีอยู่หลายระดับด้วยกัน แล้วแต่ใครจะสะดวกประพฤติพรหมจรรย์ในระดับไหน ตั้งแต่พรหมจรรย์ขั้นต้นสำหรับผู้ครองเรือน ก็ให้พอใจเฉพาะคู่ครองของตนเท่านั้น ไม่ให้นอกใจภรรยาหรือสามี มีศีล๕ เป็นปกติ
แม้พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงสละพระราชทรัพย์ถึง ๙๖โกฏิ สร้างพระวิหาร ๘๔,๐๐๐หลัง ไว้ในพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงเป็นได้เพียงแค่โยมอุปัฏฐากเท่านั้น ครั้นทรงถวายพระกุมารและพระราชธิดา ผู้เป็นประดุจแก้วตาดวงใจไว้ในพระพุทธศาสนา จึงได้ชื่อว่าเป็นทายาทในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
"ดูก่อนโสณะ พรหมจรรย์มีภัตรหนเดียว ต้องนอนผู้เดียวตลอดชีวิต เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ท่านเป็นคฤหัสถ์อยู่ในเรือน จงหมั่นประกอบพรหมจรรย์อันมีภัตรหนเดียว นอนผู้เดียว ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเถิด" แม้พระอาจารย์จะทักเช่นนี้ แต่ด้วยมโนปณิธานอันแน่วแน่ที่จะบวชให้ได้ ท่านเพียรเข้าไปขออนุญาตพระเถระถึง ๓ครั้ง
พญานาคคิดต่อไปว่า "ถ้าเราจะบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราก็จะได้อัตภาพกลับเป็นมนุษย์อีกครั้ง" จึงแปลงร่างเป็นชายหนุ่ม เข้าไปหาพระภิกษุเพื่อขอบรรพชา ภิกษุเหล่านั้นไม่รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นพญานาคแปลงกายมา เห็นว่ามีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย จึงอุปสมบทให้
พระองค์ได้ตรัสถามพระมหาเถระว่า "ตอนนี้โยมได้เป็นญาติของพระศาสนาแล้วใช่ไหม" พระมหาเถระทูลตอบว่า "ถวายพระพร มหาบพิตรยังเป็นคนนอกอยู่" พระเจ้าอโศกเกิดความสงสัย จึงตรัสถามว่า "โยมได้บริจาคทรัพย์ถึง ๙๖โกฏิเพื่อสร้างมหาวิหารถึง ๘๔,๐๐๐หลัง ยังไม่ถือว่าเป็นญาติกับพระศาสนาอีกหรือ"
พระราชาทอดพระเนตรผมหงอกของตน ทรงสลดพระทัยในความเสื่อมของสังขารร่างกาย จึงตัดสินพระทัยออกผนวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรม ทรงพระราชทานรางวัลให้ช่างกัลบก และประทานโอวาทแก่พระโอรสว่า "ลูกรัก ผมหงอกเส้นนี้ เสมือนเทวทูตมายืนอยู่ตรงหน้าของพ่อ พ่อได้รับความสุข จากสิริราชสมบัติมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่ต้องออกแสวงหาความสุขภายในอันเป็นอมตะ
น้องชายเล่นการพนัน อบายมุขครบ เขาเคยมีบุพกรรมอะไรกับครอบครัว
คนในครอบครัวอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ มีวิธีใดที่จะทำให้เป็นครอบครัวอบอุ่น
สมาชิกในครอบครัวไม่ปรองดองกัน เพราะทำกรรมร่วมกันมาอย่างไร
คิดอยากให้พ่อตาย ต่อมาพ่อตายด้วยโรคหัวใจ บาปหรือไม่อย่างไร
อยู่มาวันหนึ่ง เศรษฐีกรุงพาราณสีได้เกิดความคิดอย่างนี้ขึ้น ด้วยความรักและความคุ้นเคยในพระโพธิสัตว์ว่า "ชื่อว่าการบวชเป็นทุกข์ เรายังปริพาชกชื่อว่า วัจฉนขะ ผู้เป็นสหายของเราให้สึก แล้วแบ่งสมบัติทั้งหมดให้แก่ปริพาชกไปครึ่งหนึ่ง เราทั้งสองก็จักอยู่ด้วยความปรองดองกัน"
ครั้นแล้ว พระเจ้าวิเทหราชจึงทรงตวาดมโหสถว่า “มโหสถ ทำไมเจ้าจึงกล้าพูดกับเราได้ถึงเพียงนี้ ดูสิ...ใครๆเมื่อรู้ว่าพระเจ้าจุลนีจักทรงประทานพระราชธิดาให้เรา ต่างก็พากันพูดถึงแต่สิ่งที่เจริญเป็นมงคลแก่เรา แต่เจ้ากลับทำลายมงคลของเราเสีย เจ้านี่ช่างไม่รู้จักอะไรเสียเลย”
พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับคำตอบของอาจารย์เสนกะ ก็ทรงดีพระทัยยิ่งนัก ท้าวเธอจึงลองตรัสถามอาจารย์ที่เหลือตามลำดับ ครั้นแล้วก็ทรงได้รับคำตอบในทำนองเดียวกันทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดกราบทูลทัดทานเลย เมื่อเป็นดังนี้ ท้าวเธอก็ทรงคลายความระแวงพระทัย และทรงปักพระทัยมั่นที่จะเสด็จไปปัญจาลนครตามคำทูลเชิญของพระเจ้าจุลนี
ใครๆก็รู้จักผมกันทั้งจังหวัด เพื่อนๆที่รู้จักมักจะเรียกผมว่า “พ่อหนุ่มเจ้าสำราญ” ผมชอบเข้าสังคม บางคนก็เรียกผมว่า “เพลบอย" ผมทำทุกอย่างที่ผู้ชายเขาชอบทำกัน ทั้งดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืน อบายมุขครบทุกประเภท เพราะฉะนั้นเรื่องจะให้ไปปฏิบัติธรรมนั่งสมาธินะเหรอ! ไม่เคยแม้แต่จะคิดครับ
ครอบครัวของเรานับถือศาสนาพุทธแบบจีนๆ ประเภทไหว้เจ้า เขย่าติ้ว หิ้วไก่ไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษตามประเพณี ความรู้ทางศาสนาพุทธที่แท้จริงนั้นรู้น้อยมาก ขณะที่เป็นนักศึกษาลูกเคยใช้ชีวิตอย่างที่เข้าใจว่าคุ้มค่าคือทั้งเที่ยว กลางคืน ทั้งดื่มเหล้า เพราะในช่วงนั้นลูกมีปัญหาชีวิตมากมาย แต่ไร้ทางออก จากการที่ลูกได้นั่งสมาธิและศึกษาธรรมะ ทำให้ชีวิตของลูกเปลี่ยนไป ลูกใจเย็นขึ้นมีสติรู้เท่าทันใจตัวเอง หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จะทำให้ใจขุ่น เลิกกินยานอนหลับ เลิกเหล้า เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกขี้โมโห แล้วหันมาสั่งสมบุญบารมี
เคยทำให้แม่เสียใจ เคยขโมยเงินแม่ เมื่อได้ขอขมาท่านแล้ว จะลดบาปกรรมลงได้บ้างหรือไม่
เมื่อวานนี้หลังจากที่คุณครูไม่ใหญ่ได้ประกาศว่าภาคอีสาน ภาคใหญ่ใจเกินร้อย ได้กลายเป็นว่าที่แชมป์ภาค ที่มียอดการส่งผลงานโครงการ “บอกโทษเกินร้อย ชิงทุนเกินล้าน” มามากเป็นอันดับหนึ่งอยู่ในขณะนี้ ทำให้เกิดกระแสการตื่นตัวของแต่ละภาคแต่ละจังหวัด
พระองค์ถือเอาความสิ้นไปของหยาดน้ำค้างนั้น เป็นอารมณ์ จึงมองเห็นภพทั้งสามดุจมีเพลิงลุกไปทั่ว จากนั้นได้เสด็จไปหาพระบิดาซึ่งกำลังประทับอยู่ ณ ศาลาวินิจฉัย เพื่อทูลลาบวช พระบิดาทรงห้ามว่า "อย่าผนวชเลย ถ้าเธอยังพร่องในเบญจกามคุณทั้งหลาย ฉันเพิ่มเติมให้ ถ้าผู้ใดเบียดเบียนเธอ ฉันก็จะห้ามปราม"
พระธรรมสิทธาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร มรณภาพด้วยโรคชรา