โต๋และโกลด์กี้พูดจาไพเราะมากขึ้น ผลการเรียนของลูกทั้งสอง สร้างชื่อเสียงให้แก่ครอบครัว และประเทศไทยคือ สอบได้ที่หนึ่งของห้อง ครูประจำชั้นของโกลด์กี้ได้พูดกับลูกว่า “ตั้งแต่เป็นครูสอนหนังสือมาจนใกล้จะเกษียณอายุ เพิ่งได้มีโอกาสสอนเด็กไทยที่เรียนรู้ได้เร็ว เขาสามารถจบชั้นป. 3 ได้ภายในสามเดือน เขาอยู่ในร่างเด็กแต่ความรับผิดชอบเหมือนผู้ใหญ่” ครูพูดว่าเก่งทั้งพี่และน้องเลยนะ คุณมีเทคนิคอย่างไร ในการสอนลูกให้เก่ง ลูกก็ตอบสั้นๆว่า "ให้ดู DMC และนั่งสมาธิทุกวันสิคะ"
ปัจจุบันใจของลูกเย็นค่ะ ไม่โมโหใคร แต่ก่อนใครพูดอะไรที่ไม่สบอารมณ์ ก็ศอกกลับทันที ถ้าซ้ายมาก็ขวาไป แต่เดี๋ยวนี้มีอะไรก็ยิ้มกลับ รู้จักให้อภัย ถ้ามีอะไรที่พูดแรงไป ก็ยอมขอโทษ หรือบางครั้ง เจอหัวหน้าบ่นมากๆ ลูกก็จะภาวนา “สัมมา อะระหัง” ถ้าชักจะเกิดความโกรธก็มีจุดสกัด โดยนึกถึงมหาปูชนียาจารย์และเอาใจเข้ากลาง อารมณ์โกรธก็หายในทันที ความจำในวัยนี้ก็ยังเยี่ยม ใครๆก็รุมรัก แถมงานก็เปี่ยมประสิทธิภาพ
ถ้าสามารถเอามนุษย์ทุกคน ขึ้นไปบนดวงจันทร์แล้วมองย้อนกลับมาที่โลกมนุษย์ ผมคิดว่ามนุษย์ทุกคน คงจะมองเห็นว่า ตอนนี้โลกกำลังเผชิญสิ่งเลวร้าย แต่เราเพียงจะดูเพื่อให้รู้ว่า โลกกำลังเผชิญสิ่งที่เลวร้าย แค่นั้นหรือ เราจะแก้ไขโลกนี้ได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ค้างคาใจผม
พระธรรมารามเถระ แปลว่า ผู้ยินดีในการปฏิบัติธรรม เมื่อ ท่านรู้ว่า อีกไม่นานพระพุทธองค์จะปรินิพพาน ก็มีความคิดว่า ตัวเราเองยังไม่บรรลุคุณวิเศษอะไรเลย อีกไม่นานพระพุทธองค์ก็จะปรินิพพานแล้ว อย่ามัวเสียเวลาเลย เราจะบูชาธรรมพระพุทธองค์ด้วยการปฏิบัติธรรมให้บรรลุอรหัตให้ได้ โลกทั้งโลกของท่านมีแต่การทำหยุดในหยุดอย่างเดียว ลมหายใจของท่านเป็นไปเพื่อการหยุดนิ่งเท่านั้น
มนุษย์ทั้งหลายไม่ได้ยินดีให้โรคเกิดขึ้นในร่างกาย ของตน แต่ที่เกิดขึ้นเพราะบาปอกุศลที่ตนทำไว้ในปางก่อน เพราะฉะนั้น กุศลกรรมและอกุศลกรรมที่เขาทำไว้ในชาติก่อนก็ดี ในชาตินี้ก็ดี ต้องไม่เป็นหมัน ยังมีผลอยู่ เหมือนกัน นี้ชี้ให้เห็นว่า การบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ดับขันธปรินิพพานแล้ว ก็ไม่เป็นหมัน ยิ่งมีผลมาก
การที่พระอนุรุทธะได้รับการยกย่องจากพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นผู้เลิศที่สุดในบรรดาภิกษุผู้มีทิพย์จักษุด้วยกัน เพราะท่านได้ประกอบเหตุในการบูชาพระรัตนตรัยด้วยดวงประทีปเอาไว้
ทันใดนั้น สิ่งอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น คือ ดอกมะลิทั้ง ๘ ทะนาน ไม่ได้ตกถึงพื้นดินเลย ดอกมะลิ ๒ ทะนาน ได้กลายเป็นเพดานดอกไม้ แผ่อยู่เหนือพระเศียรของพระบรมศาสดา อีก ๒ ทะนาน แผ่เป็นกำแพงดอกไม้ลอยอยู่ข้างขวา และ ๒ ทะนานอยู่ข้างซ้าย
พระเจ้าอังคติราชสดับเช่นนั้นแล้ว เกิดความสลดสังเวช กลัวที่จะต้องไปบังเกิดในมหานรก จึงตรัสว่า "บัด นี้ ข้าพเจ้าแทบจะล้มเหมือนต้นไม้ที่ถูกตัด ข้าพเจ้าหลงผิดจึงไม่รู้จักทิศ ท่านฤๅษี ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า เสมือนกับน้ำดื่มแก้กระหายในเวลากระหายน้ำ ขอท่านจงเป็นเหมือนเกาะเป็นที่อาศัยในห้วงมหาสมุทร และขอท่านจงเป็นเหมือนประทีปส่องสว่างในที่มืดของข้าพเจ้าด้วยเถิด