เมื่อพระราชกุมารตรัสถามนายสารถีว่า “ เธออยากรู้มั้ยว่าทำไมเราต้องแสร้งทำเป็นคนใบ้และคนพิการมายาวนานถึง 16 ปี
หลังจากที่พระราชาได้ฟังคำกราบทูลของคณะพราหมณ์โหราจารย์แล้ว พระองค์ก็ทรงรู้สึกหวาดกลัวต่อภัยอันตรายที่กำลังจะมาถึง ด้วยเหตุนี้เองพระองค์จึงทรงรับสั่งให้นำตัวพระราชกุมาร ไปฝังในป่าช้าผีดิบ
ในเวลาต่อมาในขณะที่พระราชกุมาร ทรงตื่นขึ้นจากการบรรทมบนที่นอนอันอ่อนนุ่มภายใต้เศวตฉัตรสีขาวสวยงามก็ได้ทอดพระเนตรเห็นเศวตฉัตรอันยิ่งใหญ่ที่ประดับอยู่เหนือพระแท่นบรรทม
วันหนึ่ง ในขณะที่พระราชกุมารทรงดื่มน้ำนมจากพระถันของมารดาอยู่นั้น ได้้กัดพระถันของพระนางเอาไว้ แล้วตรัสถามว่า “แม่จงบอกความจริงแก่ฉัน ใครเป็นพ่อของฉันกันแน่ ถ้าแม่ไม่บอก ฉันจะกัดถันของแม่ให้ขาดเดี๋ยวนี้”
สุนันทสารถีเมื่อได้ฟังเหตุผลอย่างชัดเจนก็เข้าใจ เกิดความเลื่อมใสว่า แม้พระราชกุมารผู้เป็นรัชทายาทยังมีพระประสงค์จะทรงผนวช แล้วตัวเราจะอยู่ครองเรือนไปทำไม จึงกราบทูลว่า
ต่อจากนี้ไป เราจะแสดงตนเป็นคนง่อยเปลี้ย เป็นคนหูหนวก และเป็นคนใบ้ จนกว่าความปรารถนาของเราจะสำเร็จ นับจากนั้นมา พระราชกุมารก็มิได้ตรัสอะไรอีก ไม่ทรงขยับพระหัตถ์และพระบาท แม้หิวก็ไม่ทรงร้องไห้ขอดื่มนม
พุทธประวัติ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน
คำของมารดานั้น มีความหนักแน่นประดุจขุนเขา ที่บุตรไม่ควรจะฟังเพียงผ่านๆ แต่ควรตระหนักไว้ในใจเสมอ เพราะมารดานั้นมีความรักและห่วงใยต่อบุตรเทียบด้วยชีวิตของตน จึงควรเคารพเชื่อฟังด้วยดี มีภาษิตที่สัตบุรุษทั้งหลายได้กล่าวไว้ ถึงความพิเศษของมารดาบิดาที่มีต่อบุตรถึง 4 ประการ คือ
จากนั้นก็ทรงมีพระราชดำรัสสั่งให้เปิดท้องพระคลังทั้งหมด และให้จารึกแผ่นทองคำติดไว้ ณ เสาท้องพระโรงว่า “ผู้ใดต้องการทรัพย์สมบัติเงินทองของมีค่า ก็จงมาขนเอาไปจากท้องพระคลังหลวงนั้นเถิด”