การบำรุงขวัญชาวเมืองของมโหสถบัณฑิต สำเร็จผลอย่างงดงาม ความหวาดหวั่นครั่นคร้ามของชาวเมืองก็หมดไป ในไม่ช้าอุบายของมโหสถบัณฑิตก็เริ่มเห็นผล พระเจ้าจุลนีพรหมทัตเมื่อสดับเสียงประโคมดนตรีและอาการสรวลเสเฮฮาของชาวมิถิ ลา ที่ดูคล้ายกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
เมื่อถึงเวลาสว่าง สีเหลืองทองของผ้ากาวพัสตร์ของพระภิกษุสงฆ์นับหมื่น ที่แปรแถวรับบิณฑบาต ช่างงดงามเป็นดั่งถนนทองคำอย่างแท้จริง เมื่อเพลง “ชีวิตสมณะ ภาษาจีน” ดังขึ้น ชาวจีนและชาวไทยต่างน้ำตาไหล ด้วยความปลื้มปีติ นำภัตตาหารใส่บาตรทั้งน้ำตา มีเจ้าของธุรกิจในย่านนั้นบอกว่า ตั้งแต่อยู่เยาวราชมาห้าสิบกว่าปี ไม่เคยทำบุญอะไรปลื้มเท่าวันนี้
เราจะเห็นได้ว่า กว่าพระอริยเจ้าทั้งหลายที่จะมีวันนี้ได้ ต่างมีเบื้องหลังแห่งความสำเร็จ คือ การสั่งสมบุญบารมีมาอย่างเต็มที่ เต็มกำลังทั้งนั้น แต่ละท่านล้วนมีประวัติการสร้างบารมีที่งดงาม ไม่ใช่ว่า ปรารถนาจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่ได้ลงมือทำความดีใดๆ อย่างนี้ไม่สมหวังแน่นอน
วันหนึ่งท่าน ละเลยการคุ้มครองอินทรีย์ ได้ยืนมองดูมหาชน และเหลือบไปเห็นนางวรรณทาสีคนหนึ่งที่มีรูปร่างงดงาม จึงมีจิตปฏิพัทธ์ เมื่อเกิดความกำหนัดยินดี ฌานก็เสื่อม กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทนทุกข์ทรมานอยู่ถึง ๗ วัน
สมัยหนึ่งในกรุงราชคฤห์ มีหญิงงามเมืองผู้มีความงดงามคนหนึ่ง ชื่อ สิริมา ได้เคยประทุษร้ายต่อนางอุตตรา ซึ่งเป็นลูกสาวของท่านปุณณเศรษฐี เมื่อสำนึกผิดแล้วได้ขอโทษนางอุตตรา และทูลขอขมาโทษพระบรมศาสดาด้วย ในวันนั้น หลังจากได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดาว่าพึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดี ด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้
การจะนำกุลสตรีผู้สมบูรณ์ ด้วยสติปัญญา และมารยาทอันงดงามเข้าสู่เรือนในฐานะภรรยาของตนในสภาพที่ไม่มีใครรู้จักเลย นั้น เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง จำเป็นที่จะทำเกียรติคุณของนางให้ปรากฏ และรายงานให้พระนางอุทุมพรเทวีทรงทราบเสียก่อน แล้วจึงค่อยนำนางเข้าเรือนด้วยเกียรติยศอันสูงส่งจึงจะเป็นการเหมาะสม
ต่อมา ในวันพุธที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ชาวแอฟริกาใต้จำนวนสิบกว่าล้านคน ก็ได้เห็นภาพที่งดงามของพระภิกษุสงฆ์ไทย ลงหนังสือพิมพ์ชื่อดังอีกครั้ง เมื่อหนังสือพิมพ์ “ดี เบอเกอร์” (ภาพที่ 9) ได้ลงตีพิมพ์บทความ ที่มาจากการสัมภาษณ์ พระครูปลัดภูเบศ ฌาณาภิญโญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในโอกาสที่ท่านและคณะได้เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจที่ประเทศแอฟริกาใต้
ตั้งแต่ก่อนเริ่มนั่งสมาธิ ดิฉันรู้สึกว่า อากาศที่ สวนเพชรแก้ว เย็นสบาย ทิวทัศน์งดงาม เขียวชอุ่ม ทุกที่มีเสียงแมลงและเสียงนกร้องให้เพลินใจ เมื่อดิฉันหลับตาวางใจนิ่งๆ ปล่อยใจให้ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย สักพักใจก็หยุดนิ่งสนิทมาก สัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางเบา และอ่อนนุ่มจริงๆค่ะ ร่างกายโล่ง โปร่ง ว่างเปล่า คล้ายแก้ว คล้ายเพชรใสๆ
เมื่อคืนก่อนนี้เอง ดิฉันเห็นตัวเองอยู่ภายใน เป็นตัวเองที่ไม่ได้ย้ายมาจากที่ไหนหรือมีใครใส่เข้ามา เป็นสิ่งที่อาศัยร่างกายของดิฉันอยู่ เป็นตัวดิฉันที่ไม่ใช่ดิฉัน (It is me but it is not me) แต่งดงามกว่า ในวัยที่อายุยังน้อย อยู่ในท่านั่งสมาธิ (Lotus position) ซึ่งดิฉันไม่สามารถนั่งในท่านั้นได้ตลอด เพราะจะเมื่อย แต่กายที่เห็นในสมาธิไม่เปลี่ยนท่าเลย ฟังดูน่าตลก แต่เป็นอย่างนั้นจริงๆ
การทำสมาธิเป็นเรื่องง่ายมาก หอมหวานและงดงาม ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ ทุกครั้งที่นั่งสมาธิ ฉันปล่อยวางเรื่องราวทุกสิ่งได้ทั้งหมด นี่คือเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ฉันได้ประสบการณ์ดีๆจากสมาธิ บางคนอาจนั่งสมาธิ เป็นสิบๆปี โดยไม่ได้ประสบการณ์อะไรเลย เป็นเพราะพวกเขาฟังคำของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ผ่านไปเฉยๆ โดยไม่ได้ทำความเข้าใจ แต่ฉันคิดว่า คนไทยคงฝึกสมาธิ และเข้าถึงประสบการณ์ดีๆกันทุกคน