ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ ล้วนเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ที่ไม่ว่าจะเป็น พระอาจารย์ ผู้ประสานงาน ผู้นำบุญ ชมรม R&DTC รวมทั้งน้องๆจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ หันตรา วิทยาลัยอาชีวศึกษา และวิทยาลัยการต่อเรือ ก็ช่วยเตรียมงานกันแบบคนรุ่นใหม่ ที่ทำงานกันอย่างไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเลยทีเดียว
สมัยก่อน โลกของเราไม่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่มีคอมพิวเตอร์ ชาวพุทธอยู่แต่ในบ้านและประเทศของตน ตั้งใจประพฤติธรรมก็พอแล้ว แต่ในปัจจุบัน เราอยู่ในยุคโลกไร้พรมแดน ชาวพุทธยุคใหม่จึงต้องมีวิสัยทัศน์มองไปทั้งโลก นักบวชก็ควรเปิดใจกว้าง ไม่แบ่งแยกว่าเป็นเถรวาท มหายาน หรือวัชรยาน
แต่เมื่อนึกถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง นึกถึงภารกิจที่ท่านสู้อุตส่าห์อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ และชาวพุทธทั่วโลกขนาดนี้ ถึงแม้ว่าเราจะเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน ก็ยังไม่เท่ากับเศษเสี้ยวของความเหน็ดเหนื่อยกับภารกิจที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองได้รับ เมื่อคิดอย่างนี้ ความเหนื่อยล้า ของลูกก็หายไป แต่กลับกลายเป็นกำลังใจ และเป็นพลังใจให้ลูกก้าวเดินต่อไปในหน้าที่ครู หน้าที่ที่คุณครูไม่ใหญ่ให้นิยามว่า “เป็นหน้าที่ของพระบรมโพธิสัตว์”
ตอนนี้เห็นว่าสังขารยังพอไหว จึงตั้งใจว่า “เราจะต้องบวช เพื่อตามหาพระที่หายไป และจะบำเพ็ญเนกขัมมบารมี จนกว่าลมหายใจเฮือกสุดท้าย” แม้ผมจะบวชตอนแก่ ก็ขอแก่บุญแก่บารมี แก่อินทรีย์แต่ไม่ขอแก่หน้า จะเดินตามเส้นทางอริยะของพระราธะ ที่ท่านแม้จะบวชตอนแก่ แต่ก็ว่าง่ายสอนง่าย จนกว่าจะได้เข้าถึงธรรม ได้มีความสุขกับพระภายใน เป็นรักแท้ในวัยชราครับ
กิจกรรมการนั่งสมาธิ นับได้ว่าเป็นกิจกรรมที่สุดยอดของความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนทุกเชื้อชาติ จะต้องปฏิบัติ เพื่อรวมใจให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ตามอุดมการณ์ของพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ คุณครูไม่ใหญ่ ที่จะนำโลกนี้สู่สันติสุข
เคล็ด (ไม่) ลับที่ทำให้หนูได้รางวัลต่างๆ และสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดีนั้น หนูขอยืนยันว่า “เกิดจากการที่หนูมีสมาธิ” ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งใจฟังคุณครู ชอบซักถามผู้ใหญ่ ชอบศึกษาค้นคว้า ถ้าไม่มีสมาธิแล้ว ใจเราก็จะไปคิดเรื่องอื่นมากมาย ทำให้ยากที่จะเรียนได้อย่างเข้าใจ