คุณยาย.. ช่วยด้วยๆ นี่คือสมบัติชิ้นเดียวที่มีอยู่ในชีวิต หนูร้องเรียกแต่ชื่อคุณยายๆ ๆ.. สักครู่..ก็เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นขนาดใหญ่มหึมาหอบอุ้มให้ทะเลไฟทั้งหมดให้ตั้งขึ้น ไม่ให้ลาม ไปทางไหนทั้งนั้น ทั้งๆ ที่ทิศของกระแสลม มันกรรโชกพัดแรงมากมาทางบ้านหนู
เมื่อกลับบ้านไปนั่งสมาธิก็ได้เห็นคุณยายถือพานและผ้าไตรมาให้ ไม่ใช่แค่ผืนเดียวแต่เป็นตั้ง ๆ เหมือนคอนโด คุณยายและผ้าไตรใสสว่างไปหมดเลย ไม่ทราบว่าหมายความว่าอะไร แต่ก็มีเสียงกระซิบดังขึ้นมาในใจตลอดเวลาว่า “1 กอง 1 กอง 1กอง
ไม่น่าเชื่อเลยว่า จากชีวิตคนจนคนหนึ่ง ที่จะหยิบจะจับอะไรก็เจ๊ง ต้องทนทุกข์ลำบากมาแสนสาหัส ไม่มีที่พึ่ง ชีวิตมีแต่ความมืดมิดมาโดยตลอด กลายเป็นคนที่มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมได้ในปัจจุบันนี้ เป็นเพราะบุญคำเดียวเท่านั้น และด้วยความเมตตาของคุณยายอาจารย์ฯ จึงนำพาให้ลูกได้มาพบหนทางสว่าง เพราะฉะนั้นกฐินคุณยายฯ ปีนี้ลูกตั้งใจจะทำแบบเต็มที่
เธอเกิดอาการคันหัวใจว่า คุณยายท่านรู้ใจจริงหรือ? แล้วเธอก็เริ่มประลองฤทธิ์ด้วยการคิดเชิงท้าทาย “ถ้าแน่จริงก็ทำให้รู้ซิว่าคิดอะไรอยู่” หลังสิ้นสุดความคิด เธอก็เจอผู้ทรงฤทธิ์เข้าให้ อาการคันใจ ถูกเกา แบบทันใจ เพราะทันทีทันใดนั้นเอง คุณยายได้มองแล้วชี้ไปที่เธอ เพื่อตอบแบบเคลียร์คัตชัดเจนไปเลยว่า “รู้นะคิดอะไรอยู่”
หลังสิ้นสุดคำอธิษฐาน ลูกก๊ากก็ออกอาการแสนรู้ขึ้นมาทันที เขาปีนข้ามจากเบาะหลังมาเบาะหน้า ราวกับมีคนกระซิบให้เขาทำอย่างนั้น ก๊ากเอามือมาแถวพวงมาลัยหน้ารถ ขณะที่สายตาทุกคนกำลังลุ้นว่าเขาจะทำอะไร ปรากฏว่า เขายื่นมือไปจับที่พวงมาลัยแล้วเอื้อมไปทางกุญแจ จากนั้นก็บิดมันให้ดับลง ทันใดนั้นเองล็อคอัตโนมัติทั้ง 4 ประตูก็ดีดขึ้น แล้วก็บังเกิดเสียงอุทานขึ้นว่า “อะไรกันนี่ คุณยายศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ คุณยายศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ”
สามีของลูกจึงมากราบขอบารมีคุณยายอาจารย์ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ซึ่งเขาก็ได้เล่าอาการทุกอย่างให้คุณยายฟัง และท่านก็นั่งเข้าที่ให้ทันที แล้วก็พูดว่า “มีอยู่ชาติหนึ่งลูกเกิดเป็นผู้ชาย ชอบไปทำลายรังสัตว์ ตีรังสัตว์ ด้วยกรรมนี้ ส่งผลให้ชาตินี้กลายมาเป็นรังสัตว์ ต้องผ่าตัดอย่างทรมานเช่นนี้” ตอนนั้นท่านก็รับปากจะช่วยให้
อธิษฐานว่า “คุณยายเจ้าขา..ยังไงคุณยายช่วยรักษาทรัพย์สมบัติให้ลูกด้วยค่ะ อย่าให้ลูกหายนะในครั้งนี้เลย” ตอนนั้น..ใจลูกจดจ่ออยู่กับท่านตลอด จนเวลาผ่านไปประมาณ 5 นาที เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก เพื่อนบอกว่า “โอ...เหลือเชื่อเลยจริงๆ นะเธอ ทั้งๆ ที่ไฟมันโอบล้อมคูหาของเธอไว้แล้ว แต่อยู่ๆ....ไฟมันดับได้ ร้านเธอก็ปลอดภัยด้วยนะ”
ฝ่ายพระเจ้าจุลนีพรหมทัต ทรงสนพระทัยติดตามข่าวคราวของมโหสถอยู่ทุกระยะ เมื่อทรงสดับว่า บัดนี้ ขบวนของมโหสถบัณฑิตเข้าสู่ภายในเมืองแล้ว ท้าวเธอก็ยิ่งทรงโสมนัสยินดี พระพักตร์ผ่องใสด้วยทรงดำริว่า “มโหสถเอย เจ้าดิ้นรนมาหาคมดาบของข้าแท้ๆ อีกไม่ช้าข้าก็จะได้เห็นหลังของเจ้าล่ะ เมื่อเจ้ามา วิเทหราชก็ต้องมาแน่"
ครั้นแล้ว พระเจ้าวิเทหราชจึงทรงตวาดมโหสถว่า “มโหสถ ทำไมเจ้าจึงกล้าพูดกับเราได้ถึงเพียงนี้ ดูสิ...ใครๆเมื่อรู้ว่าพระเจ้าจุลนีจักทรงประทานพระราชธิดาให้เรา ต่างก็พากันพูดถึงแต่สิ่งที่เจริญเป็นมงคลแก่เรา แต่เจ้ากลับทำลายมงคลของเราเสีย เจ้านี่ช่างไม่รู้จักอะไรเสียเลย”
พราหมณ์เกวัฏจึงได้เหยียบย่างเข้าสู่มิถิลานคร ได้เห็นหนทางที่ประดับตกแต่งไว้ดีแล้ว จึงคิดว่า พระเจ้าวิเทหราชคงรับสั่งให้เตรียมการต้อนรับคณะของตนเป็นพิเศษ คิดแล้วก็ยิ่งบังเกิดความปีติยินดีว่า “โอ...นี่พระเจ้าวิเทหราชทรงให้เกียรติเราถึงเพียงนี้เชียวหรือ พระองค์เป็นถึงจอมราชาในชมพูทวีป แต่บัดนี้กลับกลายเป็นผู้ที่น่าสงสารที่สุด หลุมพรางตื้นๆเพียงเท่านี้ พระองค์ยังพลาดท่าตกลงไปได้ ทีนี้ล่ะ...ถึงคราวเราบ้าง จะแก้แค้นให้สาแก่ใจทีเดียว”