ก่อนที่ผมจะมาเข้าร่วมโครงการ V-Star ประวัติของผมโชกโชนมากๆครับ ผมสร้างวีรกรรมไว้มากมาย ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่ดีทั้งนั้น ผมชอบหนีเรียน โดดเรียนเป็นประจำ ผมติดเพื่อนมากครับ ตอนเช้าผมจะออกจากบ้านตั้งแต่ 6โมงครึ่ง แต่ไปไม่ถึงโรงเรียนหรอกครับ ผมจะนั่งมอเตอร์ไซด์ไปกับเพื่อน ไปเที่ยว
บางวิชาที่กระผมเรียน กระผมรู้สึกซาบซึ้งมากจนกระทั่งน้ำตาไหลออกมา อย่างเช่น วิชาศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กระผมได้เห็นความวิริยะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในการสร้างบารมีในหลายๆชาติ ที่ต้องใช้ความอดทนมากๆ เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในการสละชีวิตให้เป็นทาน เพื่อมุ่งสู่สัพพัญญุตญาณ และสร้างบารมีอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
สำหรับกระผม ตอนเรียนวิชาสมาธิของ DOU กระผมได้นั่งสมาธิโดยบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง ด้วยจิตใจที่มีความสุข สงบ และสบาย โดยฝึกทำซ้ำๆ บ่อยๆ ทุกวัน ทำให้ใจสบายมากขึ้น ซึ่งพระเณรในวัดของกระผมก็ต้องฝึกปฏิบัติ สมาธิ และทำเหมือนกันทุกวัน การที่กระผมได้ศึกษาDOU นั้น ทำให้กระผมรู้สึกว่า ได้ฝึกตนในเพศสมณะได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เห็นความสำคัญในทุกๆวิชาที่ DOU เปิดสอนครับ
ณ บัดนี้ ความปรารถนาและความตั้งใจของคุณครูไม่ใหญ่ ที่ผ่านกาลเวลามากว่ายี่สิบปี ได้กลายเป็นหนึ่งในโครงการที่มีทรรศนะที่ยาวไกล ซึ่งในขณะนั้น เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วดูเหมือนจะยากมาก แต่ในที่สุดวิสัยทัศน์ที่ใครๆบอกว่า เป็นไปไม่ได้ก็เป็นไปได้แล้ว และได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในโลก ที่เปิดสอนวิชาเกี่ยวกับความเป็นจริงของชีวิต นำชีวิตไปสู่เป้าหมายอันสูงสุด
ในการทำศึกสงครามนั้น มโหสถบัณฑิตตระหนักดีว่า สิ่งสำคัญในการสู้ศึก อยู่ที่ขวัญและกำลังใจ เพราะแม้นว่ากองทัพนั้นจะเป็นทัพใหญ่ที่มีกำลังพลมากกว่า แต่หากว่าลูกทัพปราศจากขวัญกำลังใจในการออกศึก กองทัพนั้นก็หมดท่าหมดสง่าราศี แทนที่จะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะก็อาจปราชัยให้แก่ฝ่ายตรงข้ามได้ง่ายๆ
ฝ่ายอาจารย์ทั้ง ๔ คืออาจารย์เสนกะ อาจารย์ปุกกุสะ อาจารย์กามินทะ และอาจารย์เทวินทะ เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องกึกก้องโกหาหล ทั้งยังเห็นแสงเพลิงสว่างกลบไปทั้งเมือง โดยที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พากันแปลกใจ จึงรีบตรงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหราช กราบทูลแด่ท้าวเธอว่า “ขอเดชะมหาราชเจ้า บัดนี้ภายนอกพระนครมีเสียงโห่ร้องกึกก้องโกลาหล
มุสิละกราบทูลว่า ตนมีความสามารถพอๆ กับอาจารย์ จึงไม่ขอรับเงินเดือนที่ต่ำกว่าอาจารย์ ขอให้พระองค์พระราชทานเท่ากับอาจารย์เถิด พระราชาตรัสว่า เจ้าอย่าพูดอย่างนั้น ธรรมดาอาจารย์ต้องได้รับมากกว่าศิษย์ มุสิละก็ ไม่ยอม จากนั้นก็ออกไปประกาศให้มหาชนไปเป็นสักขีพยาน ในการประลองฝีมือการดีดพิณระหว่างตนกับอาจารย์
เขาคิดว่า ถ้าเราบอกว่าเรียนมาจากคนจัณฑาล ก็จะได้รับความอับอาย และเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง คนอื่นจะไม่นับหน้าถือตา และยังจะถูกมหาชนดูถูกดูหมิ่นเอาอีกด้วย จึงกราบทูลว่าเรียนมาจากสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ พร้อมๆกับที่เขากล่าวมุสา มนต์ก็เสื่อมในทันทีโดยที่เขาไม่รู้ตัว
ภายใน ๗ วันนั้น ทั้งเมืองจะหยุดการทำงานทุกอย่าง มีแต่การละเล่นมหรสพ และการดื่มสุราเท่านั้น โดยภรรยาจะจัดแจงหาสุรามาให้สามีดื่ม และคอยต้อนรับเลี้ยงแขกที่มาเยือน เมื่อครบ ๗ วัน ทุกคนจะเลิกดื่มกันทันที และต่างเริ่มงานกันตามปกติ แต่พวกภรรยาเห็นว่า สุราที่เตรียมไว้ยังมีเหลืออยู่ จึงอยากจะดื่มบ้าง
ครั้นท้าวเธอได้สดับดังนั้น ก็ทรงมีพระราชหฤทัยโสมนัสเปรมปรีด์ เพราะธรรมดาแก้วมณีนั้น ชื่อว่าเป็นของมงคลล้ำค่า และหาได้ยากยิ่ง ท้าวเธอจึงเปล่งพระอุทานขึ้นว่า “โอ...วันนี้ช่างเป็นวันมหามงคลจริงเชียว ไหนล่ะมณีรัตนะ ช่วยนำมาให้เราได้ทัศนาสักทีซิ”