ซึ่งตั้งแต่เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ลูกรู้สึกชีวิตนี้ มีแต่การแข่งขัน ต้องแก่งแย่งกันทุกอย่าง ดูวุ่นวายไม่เหมือนต่างจังหวัดเลย ลูกต้องตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ คือตีสี่ครึ่ง ฝ่าสภาพการจราจรที่คับคั่งเพื่อไปเรียน หนำซ้ำพอ 5โมงเย็น ถึงเวลาเลิกแล้ว ก็ต้องโหนรถเมล์ที่เบียดเสียด กว่าจะถึงบ้านก็หนึ่งทุ่ม ลูกรู้สึกเบื่อ หงุดหงิด เซ็ง จำเจ ไม่มีความสุขเลย
จำนวนปัจจัยที่ปิดโมดูลนั้น หากมองโดยผิวเผินดูเหมือนจะมีค่ามากมาย แต่หากมองอย่างลึกซึ้งแล้ว ลูกคิดว่า ไม่ได้มากมายอะไรเลย เมื่อนำมาเทียบกับความสุข ความแข็งแรง หล่อ รวย สวย ฉลาด สมปรารถนา เข้าถึงวิชชาธรรมกาย ที่จะบังเกิดขึ้นกับเราตั้งแต่บัดนี้ ไปตลอดเส้นทางอันยาวไกล ถึงที่สุดแห่งธรรม
ลูกได้เห็นแสงสว่างภายในเป็นครั้งแรก ทำให้ต้องเปลี่ยนความคิดที่เคยคิดสงสัยว่า “คนอื่นเขาคิดไปเอง อุปาทานกันไปเอง” ก็เปลี่ยนเป็นมั่นใจว่า “นี้คือของจริง” กลับจากภูเรือ ลูกเริ่มไปวัดทุกวันอาทิตย์ นั่งสมาธิทุกวัน วันละหลายๆรอบ ช่วงปิดเทอมจะนั่งวันละไม่ต่ำกว่า 5ชั่วโมง นั่งไปก็ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่นั่งๆนานๆขึ้น นิ่งๆนานๆเข้า เท่านี้เองค่ะ
หนูจะนั่งนิ่งๆ วางใจเฉยๆ เหมือนนั่งคนเดียว แล้วตัวหนูก็หาย เหมือนโดนดูด แล้วเห็นหลวงพ่อองค์ใหญ่ๆอยู่ในท้อง แล้วขยายใหญ่ขนาดเต็มตัวเลย ตัวหนูเบา หลวงพ่อสอนว่า ต้องเป็นเด็กเก่งและดี ต้องสะสมนั่งสมาธิด้วย หนูดีใจที่เห็นหลวงพ่อ
แต่เมื่อนึกถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง นึกถึงภารกิจที่ท่านสู้อุตส่าห์อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ และชาวพุทธทั่วโลกขนาดนี้ ถึงแม้ว่าเราจะเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน ก็ยังไม่เท่ากับเศษเสี้ยวของความเหน็ดเหนื่อยกับภารกิจที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองได้รับ เมื่อคิดอย่างนี้ ความเหนื่อยล้า ของลูกก็หายไป แต่กลับกลายเป็นกำลังใจ และเป็นพลังใจให้ลูกก้าวเดินต่อไปในหน้าที่ครู หน้าที่ที่คุณครูไม่ใหญ่ให้นิยามว่า “เป็นหน้าที่ของพระบรมโพธิสัตว์”