ผมได้เปิดสอนสมาธิ ในทุกวันอาทิตย์ และทุกวันพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งมีสาธุชนตั้งแต่เด็กๆ รวมไปถึงผู้ปกครองกว่า 500 คน ผมสอนนั่งสมาธิตามแบบ DMC ที่หลวงพ่อสอน คือให้นำใจมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ภาวนา “สัมมา อะระหัง” โดยไม่ต้องทำอย่างอื่นเลย ปรากฏว่า มีสาธุชนหลายท่าน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ได้เห็น crystal ball ที่ใส สว่าง เหมือนกันเลยครับ ทั้งๆที่ไม่รู้มาก่อนเลย และพวกเขาเหล่านั้น ดูมีความสุขมากจากการนั่งสมาธิ
ผมบวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 8ขวบ เพราะได้เรียนรู้เรื่องราวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่สมัยเด็กๆ และคิดว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีที่สุด ผมเห็นว่า พระองค์บวชตั้งแต่วัยหนุ่ม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ผมจึงรีบบวช และมุ่งหวังจะทำพระนิพพานให้แจ้งบ้าง
หนูได้ปฏิบัติธรรมตามเสียงของหลวงพ่อ คือเอา ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ทำใจสบายที่กลางท้อง ปล่อยใจตามเสียงหลวงพ่อไปเรื่อยๆ นั่งไปประมาณชั่วโมงครึ่ง รู้สึกสบายมากๆ สักพักก็พบกับสิ่งที่ทำให้หนู หาคำอธิบายไม่ถูกค่ะ
พระองค์ทรงกลัวที่จะได้ครองราชย์แล้วต้องกลับไปสู่นรกนั้นอีก ตั้งแต่นั้นมา จึงทรงอดทนนิ่งเฉย ไม่ทรงขยับเขยื้อนพระหัตถ์และพระบาท ทั้งไม่ตรัสอะไรอีกเลย ปล่อยให้คนทั้งหลายเข้าใจพระองค์ว่าเป็นคนเขลา เป็นคนกาลกิณ
สุนันทสารถีเมื่อได้ฟังเหตุผลอย่างชัดเจนก็เข้าใจ เกิดความเลื่อมใสว่า แม้พระราชกุมารผู้เป็นรัชทายาทยังมีพระประสงค์จะทรงผนวช แล้วตัวเราจะอยู่ครองเรือนไปทำไม จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระราชกุมาร พระวาจาของพระองค์ช่างไพเราะเสียจริง พระองค์มีพระดำรัสตรัสสละสลวยถึงเพียงนี้ แต่เหตุไฉน ก่อนนี้พระองค์ถึงไม่ทรงตรัสสิ่งใดกับพระชนกและพระชนนีเลย ขอพระองค์จงเสด็จกลับพระนครเถิด การอยู่ในป่าคนเดียวจะมีประโยชน์อะไร
จึงกลับมาแลดูพระองค์ก็จำได้ ว่า ใช่พระเตมิยราชกุมารแน่แล้ว จึงหมอบลงแทบพระบาทของพระโพธิสัตว์ ประคองอัญชลีทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระราชโอรส ขอพระองค์จงเสด็จกลับพระนครเถิด ข้าพระบาทจะนำพระองค์กลับสู่ราชมณเฑียร ขอพระองค์จงครองราชย์สมบัติ ขอจงทรงพระเจริญ พระองค์จะอยู่ทำอะไรในป่านี้เล่า
ดูก่อนสารถี เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกะผู้ให้ทานในกาลก่อน เราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสิกราชผู้ที่ท่านกำลังจะฆ่าเสียในหลุมนั่นแหละ เราเป็นโอรสของพระราชาผู้ที่ท่านอาศัยร่มพระบารมีเลี้ยงชีวีตอยู่ ดูก่อนสารถี ถ้าท่านฆ่าเราเสียในป่า ท่านก็ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม