ศศินา บอกด้วยว่า โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนเชื่อในเรื่องของวิบากกรรม เนื่องจากถ้าเราได้ดูคนทุกระดับชั้น ใช่ว่าทุกคนจะมีแต่ความสุข หรือใช่ว่าทุกคนจะมีแต่ความทุกข์ ภาพรวมแล้วทุกคนจะมีสุขทุกข์ปะปนกันไป หากถามว่าความสุขหรือทุกข์นั้นเกิดมาจากอะไร ตรงนี้ก็ต้องมีเหตุทำให้เขาสุข และทุกข์ก็มีเหตุทำให้เขาทุกข์ ถ้าเราได้ศึกษาพระไตรปิฎกหรือธรรมะมากขึ้น จะรู้ทันทีว่า เราเกิดมาพิการแบบนี้เป็นเพราะวิบากกรรมที่เราทำอะไรไม่ดีไว้ หรือเราเกิดมามีหน้าตาผิวพรรณผ่องใส เพราะว่าเราทำอะไรมา
ส่วนตัวลูกเองนั้น ก็ปฏิบัติธรรมก้าวหน้าไปตามลำดับ จากที่แต่ก่อนเคยทดลองปฏิบัติธรรมเอง แบบแนวเคร่งครัดจนเคร่งเครียด ก็หันมาปฏิบัติแบบผ่อนคลายตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อสอน แม้ช่วงแรกๆจะยังมืดๆตื้อๆก็ไม่กังวล เทคนิคทำให้ใจนิ่งที่ลูกใช้ก็คือ บอกกับตัวเองว่าอย่าไปคิดอะไร ทำใจสบายๆ ตัดสิ่งนอกตัวออกให้หมด เราจะเอาบุญอย่างเดียว บุญจะได้ช่วยญาติมิตรของเราด้วย
พระราชาเห็นพระนางแสดงความรักต่อพระกุมารมากถึงเพียงนั้น ก็ยิ่งอิจฉา และโกรธเคืองยิ่งขึ้น จึงตรัสว่า “ท่านอย่าชักช้า จงตัดมือตัดเท้าทั้งสองเสีย” เพชฌฆาตก็สับมือตัดเท้าทั้งสองของพระกุมารด้วยขวานอันคมกริบ ธรรมบาลกุมารแม้จะถูกตัดมือตัดเท้าก็ไม่ร้องไห้ ทรงอดกลั้นต่อทุกขเวทนา ด้วยขันติธรรมและเมตตาธรรม
ลูกก็ไม่ได้ภาวนา “สัมมา อะระหัง” อีก เพราะใจหยุดเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร เชื่อคำคุณครูไม่ใหญ่ที่บอกว่า มีอะไรให้ดูก็ดูกันไป ลูกยิ่งมององค์พระก็ยิ่งงาม ยิ่งมีความสุข เหมือนที่ลูกเคยได้ยินใครเคยบอกไว้ว่า “สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ” มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ช่างเป็นความสุขที่ไม่อาจบรรยายได้ เป็นความสุขที่มาเติมเต็มให้กับชีวิต ไม่เหมือนความสุขแบบพร่องๆ อย่างที่เคยพบในทางโลก
จะเห็นได้ว่า ใครมีบุญ สมบัติจะไปอยู่กับคนนั้น นายควาญช้างเป็นผู้สั่งสมบุญไว้ดีแล้วในกาลก่อน บุญนั้นจึงส่งผลให้เขาได้เป็นพระราชา เหมือนดังที่พระบรมศาสดาได้ตรัสพระคาถาในสิริชาดก ติกนิบาตว่า
ในอนาคตเมื่อเป็นหมอ ผมจะมีรูปแบบในการทำงานแบบนี้ คือรักษาไข้กายและไข้ใจให้ผู้คนด้วยครับ และการทำสมาธินี่แหละครับ คือกิจกรรมที่ดีที่สุดต่อร่างกาย และจิตใจ สามารถทำได้ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะพระสงฆ์หรือชาวพุทธเท่านั้น ทุกศาสนาสามารถฝึก และได้รับประโยชน์การทำสมาธิได้เหมือนกัน