ฝ่ายพระเจ้าจุลนีพรหมทัต ทรงสนพระทัยติดตามข่าวคราวของมโหสถอยู่ทุกระยะ เมื่อทรงสดับว่า บัดนี้ ขบวนของมโหสถบัณฑิตเข้าสู่ภายในเมืองแล้ว ท้าวเธอก็ยิ่งทรงโสมนัสยินดี พระพักตร์ผ่องใสด้วยทรงดำริว่า “มโหสถเอย เจ้าดิ้นรนมาหาคมดาบของข้าแท้ๆ อีกไม่ช้าข้าก็จะได้เห็นหลังของเจ้าล่ะ เมื่อเจ้ามา วิเทหราชก็ต้องมาแน่"
พราหมณ์เกวัฏจึงได้เหยียบย่างเข้าสู่มิถิลานคร ได้เห็นหนทางที่ประดับตกแต่งไว้ดีแล้ว จึงคิดว่า พระเจ้าวิเทหราชคงรับสั่งให้เตรียมการต้อนรับคณะของตนเป็นพิเศษ คิดแล้วก็ยิ่งบังเกิดความปีติยินดีว่า “โอ...นี่พระเจ้าวิเทหราชทรงให้เกียรติเราถึงเพียงนี้เชียวหรือ พระองค์เป็นถึงจอมราชาในชมพูทวีป แต่บัดนี้กลับกลายเป็นผู้ที่น่าสงสารที่สุด หลุมพรางตื้นๆเพียงเท่านี้ พระองค์ยังพลาดท่าตกลงไปได้ ทีนี้ล่ะ...ถึงคราวเราบ้าง จะแก้แค้นให้สาแก่ใจทีเดียว”
จังหวัดสงขลา จัดจักบาตรพระ 1,010 รูป เพื่อรวมพลังชาวพุทธ ช่วยเหลือพระภิกษุ สามเณร 266 วัด ใน 4 จังหวีดภาคใต้
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ ล้วนเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ที่ไม่ว่าจะเป็น พระอาจารย์ ผู้ประสานงาน ผู้นำบุญ ชมรม R&DTC รวมทั้งน้องๆจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ หันตรา วิทยาลัยอาชีวศึกษา และวิทยาลัยการต่อเรือ ก็ช่วยเตรียมงานกันแบบคนรุ่นใหม่ ที่ทำงานกันอย่างไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเลยทีเดียว
พระนางอุทุมพรเทวีจึงทรงดำริในพระทัย “โธ่เอ๋ย! นึกว่าจะวิเศษสักปานใดหนอ ที่แท้บุรุษนี้มาทอดทิ้งเราไป เพราะเหตุที่เขาเป็นกาลกรรณีนี่เอง บุญบันดาลให้เราก้าวขึ้นสู่ฐานะอันสูงส่งถึงเพียงนี้ ที่ไหนเลย ชายผู้นี้จักคู่ควรกับเราได้เล่า” พระนางทรงดำริในพระทัยเช่นนี้แล้ว ก็ทรงพระสรวลออกมาเบาๆ โดยหารู้ไม่ว่าทุกอากัปกิริยาของพระนางนั้น ตกอยู่ในสายพระเนตรของพระราชสวามีตลอดเวลา
ผู้หญิงคนหนึ่ง...เธอมักมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องแปลก ลี้ลับ...ครั้งหนึ่ง ตอนที่เธออาศัยอยู่ที่บ้านเช่าหลังหนึ่ง ในแต่ละคืน จะมีเงาสีดำ รูปคน ตัวใหญ่มาก ลอยมาทางหน้าต่าง พุ่งตรงมาทับร่างของเธอที่นอนอยู่ เป็นเช่นนี้เกือบทุกคืนจนเธอชินชา...อีกครั้งหนึ่ง เธอฝันเห็นชาย ร่างกำยำ 3คน นุ่งผ้าหยักรั้งสีแดง ไม่สวมเสื้อ มาหว่านล้อมให้เธอไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง...ต่อมา ไม่นาน เธอก็ฝันเห็นชาย 3คนนี้อีก...และอีกหลายเรื่อง...เรื่องไหนจริง เรื่องไหนไม่จริง เรื่องไหนเธอคิดไปเอง...ที่นี่มีคำตอบ
ชายผู้เป็นหัวหน้ามิได้สะทกสะท้าน ได้กราบทูลอย่างองอาจว่า “หามิได้พระเจ้าค่ะ พระองค์มิได้รับสั่งให้พวกข้าพระองค์ลุยโคลนเช่นนี้ แต่ก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการให้ชาวบ้านปาจีนวยมัชฌคามส่งสระมาถวายมิใช่หรือ พระเจ้าข้า”
มาตลีเทพสารถีนำทิพยานแล่นผ่านประตูเทพนคร นำพระเจ้าเนมิราชชมความงามไปเรื่อยๆ พร้อมกับพรรณนาความงดงามตระการตาของดาวดึงส์แดนสวรรค์ไปไม่ขาดสาย
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาสาธารณชนในวันนั้น เป็นภาพกองทัพธรรมที่สง่างาม ทัพหน้าเป็นเหล่าสมณะ งามอร่ามด้วยสีเหลืองทองของจีวร ตามด้วยทัพหลังของเหล่าพุทธบริษัทในชุดสีขาว ขาว เวลานั้นประมาณบ่ายสามโมงเศษ แสงแดดแผดกล้า จุดมุ่งหมายอยู่ที่บรมพุทโธ