พระเจ้าจุลนี ทรงระลึกถึงเสียงคร่ำครวญที่แว่วมา คล้ายเสียงพระนางนันทาเทวี เมื่อยามดึกของคืนที่ผ่านมา กอปรกับทรงพิจารณาจากคำยืนยันหนักแน่นของมโหสถ จึงทรงปักใจเชื่อว่า “ที่มโหสถพูดมานั้น น่ากลัวจะเป็นความจริงเสียแล้ว”
ก่อนบวชครั้งนี้ กระผมไม่เคยคิดเลยว่าจะบวช เพราะอายุมากและเคยบวชมาแล้ว แต่พอถึงวันสุดท้ายที่ทางวัดพระธรรมกายปิดรับสมัครครั้งแรก จำได้ว่าเป็นเช้าวันอาทิตย์ ขณะที่กำลังล้างถ้วยกาแฟ เพื่อจะเดินทางไปวัดพระธรรมกายตามปกติ กระผมเกิดมีอาการเหมือนมีอะไรบางอย่างจากศูนย์กลางกายบอกให้บวช จึงตัดสินใจไปตามนั้นทันที
เรื่องราวของครอบครัวใหญ่ที่มีธุรกิจมากมายซึ่งล้วนแต่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่พ้นวิบากกรรม...การตายที่ไม่น่าเป็นไปได้...สูตรหน้าเด้งด้วยธรรมะที่ไม่ต้องเสียสตางค์ และคำถาม 1.สร้างพระธรรมกายประจำตัว 1 องค์ แต่ลงเป็นชื่อตระกูลจะได้อานิสงส์อย่างไร 2.ปัญหาเศรษฐกิจที่ประสบสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยบุญอะไร ทำอย่างไรจะไม่เกิดขึ้นอีก
อานิสงส์ของการสร้างองค์พระธรรมกาย ประจำตัวนั้น มีมากมายอย่างไม่มีประมาณ...เมื่อยามมีชีวิตอยู่ก็รักษาคุ้มครองให้หายทุกข์ทรมานจากโรคภัย ต่ออายุขัยให้ยาวนานขึ้น ...เมื่อ ละโลกไปแล้ว ก็ยังช่วยปิดอบาย ให้มีชีวิตที่สุขสบาย ในปรโลก
เมื่อพบกับความไม่สมหวังในชีวิต ด้วยความคิดน้อยอกน้อยใจ ทำให้เธอคิดสั้น ใช้มีดแทงลงไปที่ท้องของตัวเอง เพื่อหวังจะฆ่าตัวตาย เพื่อไปอยู่กับมารดาผู้ล่วงลับ …แต่ด้วยบุญเก่าที่สร้างมาในอดีตชาติ ทำให้เธอเห็นองค์พระสีทอง จึงอธิษฐานจิตของให้รอดตายเพื่อจะได้มาสร้างพระ แล้วเธอก็รอดตายจริงๆ
“โอว...สาลิกาจ๋า เธอช่างดีเหลือเกิน ฉันได้คุยกับนางนกสาลิกามามากต่อมาก ยังไม่เคยเห็นใครที่ทั้งสวยและจิตใจงดงามอย่างเธอมาก่อน” คำป้อยอของสุวโปดกเห็นจะถูกอกถูกใจของนางสาลิกาอย่างมาก มิตรภาพแรกพบระหว่างนกทั้งสองกำลังเป็นไปได้อย่างสวยงาม ด้วยวาจาอันไพเราะที่ต่างฝ่ายต่างมีให้ซึ่งกันและกัน
สุวโปดกเจ้านกแสนรู้ รับคำสั่งของมโหสถแล้ว ก็ประคองปีกทั้งสองบรรจบกัน เพื่อแสดงความคารวะ แล้วบินประทักษิณรอบมโหสถ จากนั้นก็โผผินออกจากบัญชรแห่งคฤหาสน์ด้วยความเร็วปานลมกรด ไม่ช้าก็ลับจากสายตามโหสถบัณฑิตไป
ครั้นแล้ว มโหสถก็คิดหาอุบายได้อย่างหนึ่ง จึงได้เรียกสุวโปดกมา เพื่อมอบหมายภารกิจครั้งสำคัญ “มาถูระ เจ้าผู้มีปีกเขียวขจี มานี่เถิดลูกรัก” เจ้าสุวโปดกได้ยินเสียงร้องเรียกของมโหสถ ก็ดีอกดีใจ รีบบินร่อนออกจากกรงทอง ลงมาเกาะอยู่ที่คอน พลางส่งเสียงร้องทักทายด้วยภาษามนุษย์ว่า “นายของบ่าว นายผู้เป็นที่รักยิ่งของบ่าว มีสิ่งใดให้บ่าวรับใช้หรือขอรับ”
ตั้งแต่นั้นมา ในยามค่ำคืนดึกสงัด เสียงขับลำนำขับขานยกยอพระสิริโฉมของพระราชธิดาปัญจาลจันที ก็ดังกังวานแว่วมาจากต้นไม้ใหญ่ในพระนคร ครั้นใกล้รุ่งก็ปรากฏคล้ายเสียงกังสดาลดังก้องไปในอากาศ แล้วเสียงนั้นก็ค่อยๆหายเงียบไป ชาวปัญจาลนครทั้งหลาย เมื่อได้ยินเสียงเพลงขับเลื่อนลอยมาแต่ไกลในยามราตรี ไพเราะเสนาะจับจิตจับใจยิ่งนัก ก็พากันพิศวง งงงวยไปตามๆกัน และครั้นรุ่งสางก็ยังได้ยินเสียงกังสดาลดังกังวานแว่วอีก