ข้อความต้นฉบับในหน้า
เสมือนว่าอยู่ในภาวะที่ไร้น้ำหนัก และเนื้อตัวของเราค่อย ๆ กลืนหายไปกับบรรยากาศ
โดยรอบ ร่างกายของเรากำลังผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมชาติ ให้เรา
เพลิดเพลินอยู่กับความรู้สึกสงบเย็นอย่างนี้...
จากนั้นก็น้อมนำใจของเราให้มารวมไว้ที่ศูนย์กลางกาย ภายในกลางท้อง
เหนือระดับสะดือขึ้นไป 2 นิ้วมือ แต่สำหรับท่านที่เพิ่งเริ่มฝึกปฏิบัติใหม่ ไม่ต้อง
กังวลถึงตำแหน่งที่แน่นอน ของศูนย์กลางกายมากจนเกินไป เพียงแค่รักษาใจให้
หลวม ๆ อย่างแผ่วเบา และนุ่มนวล ที่บริเวณกลางท้อง การวางใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย
ของเรานั้น อุปมาได้เหมือนกับความฟ้องเบาและอ่อนนุ่มของขนนก ที่ลอยล่องจากกลาง
อากาศลงมาแตะบนผืนน้ำ แล้วก็วางใจของเราไว้ที่ศูนย์กลางกายด้วยความรู้สึกเช่นนี้ รักษา
ความผ่อนคลายของร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่องในขณะที่รวมใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย
ณ กลางท้องของเรา
เมื่อเราได้จุดเริ่มต้นสำหรับวางใจแล้ว ก็ให้นึกถึงภาพในใจอย่างแผ่วเบา เพื่อ
ให้เป็นที่ยึดที่เกาะของใจเรา ใจเราจะได้ไม่ซัดส่ายไปคิดเรื่องอื่น โดยนึกถึงเพชรลูกที่
เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย ขนาดใดก็ได้แล้วแต่เราชอบใจ นึกให้กลมเหมือนดวงแก้ว
ใสบริสุทธิ์ ที่สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ใสเย็นเหมือนแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ
วิธีการนึก ต้องนึกให้เป็น คือ ค่อย ๆ นึกอย่างง่าย ๆ สบาย ๆ
นึกธรรมดา ๆ คล้าย ๆ กับเรานึกถึงลูกบอล ลูกเทนนิส ลูกปิงปอง หรือนึกถึงสิ่งที่เรา
คุ้นเคยอย่างนั้น อย่าไปตั้งใจเค้นภาพจนเคร่งเครียด หรือนึกแรงเกินไป จนเผลอไป
เพ่งจ้อง อย่างนั้นผิดวิธี ให้นึกเบา ๆ พอสบาย ๆ ถึงไม่ชัดเจนก็ไม่เป็นไร ชัดเจนแค่ไหน
เราก็เอาแค่นั้นไปก่อน
0
แล้วก็รักษาใจให้สงบ ให้หยุด ให้นิ่ง นึกให้ต่อเนื่องกันไป อย่าให้เผลอ
ถ้าเผลอไปคิดเรื่องอื่นเมื่อใด ก็ให้ประคองใจด้วยบริกรรมภาวนาควบคู่กันไปด้วย
โดยภาวนาในใจเบา ๆ เหมือนเป็นเสียงที่ละเอียดอ่อน ดัง ออกมาจากกลาง
ดวงแก้วใสในกลางท้องของเรา ภาวนาว่า “สัมมา อะระหัง ๆ” นึกภาวนาไปอย่างนุ่ม
นวลใจเย็น ๆ ก็จะช่วยให้พ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิตได้ หรือจะใช้คำว่า “ใส
สว่าง” ก็ได้ ภาวนาอย่างแผ่วเบาสบาย อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ พร้อมกับตรึกนึกถึงดวงใส
อย่างแผ่วเบาสบาย โดยเอาใจหยุดเข้าไปในกลางความใสบริสุทธิ์นี้
ๆ
ให้บริกรรมด้วยบริกรรมทั้งสองอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ อย่างเบา ๆ สบาย ๆ จนกว่า
ใจจะหยุดนิ่ง พอใจหยุดนิ่ง ก็จะทิ้งคำภาวนา “สัมมา อะระหัง” หรือคำว่า “ใสสว่าง”
ไปเอง เหมือนกับเราลืมภาวนาถ้อยคำนี้ หรือเกิดความรู้สึกว่า ไม่อยากจะภาวนา
อีกต่อไป อยากหยุดใจนิ่งเฉย ๆ โดยที่ใจไม่คิดเรื่องอื่นใดเลย มีแต่ภาพดวงแก้วใส
ปรากฏชัดเกิดขึ้นที่กลางกายของเรา
ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้ ก็ไม่ต้องกลับมาภาวนาใหม่ ให้มีสติรักษาภาพดวงใส ๆ
ไปอย่างแผ่วเบาสบาย ๆ อย่างเดียวต่อไป ด้วยใจนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ ละมุนละไม อย่าง
สม่ำเสมอ ต่อไปเรื่อย ๆ อย่าไปทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้
ๆ
ถ้ามีประสบการณ์ภายในอะไรที่แตกต่างไปจากการกำหนดบริกรรมนิมิต เรา
ก็อย่าไปตื่นเต้น ให้ทำใจให้เป็นปกติ เหมือนผู้ที่เจนโลกที่ผ่านชีวิตมามาก มองดูสิ่งที่
เกิดขึ้นเฉย ๆ อย่างเดียว ไม่เช่นนั้นใจจะเคลื่อนจากศูนย์กลางกาย แล้วประสบการณ์
ภายใน ก็จะเลือนหายไป ให้ดูด้วยใจที่เป็นปกติ เป็นกลาง ๆ แล้วใจเราจะตั้งมั่น บริสุทธิ์
หยุดนิ่ง ไม่ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งสิ้น ตรงนี้สำคัญอย่าดูเบา อย่าฟังผ่าน เพราะ
ประสบการณ์ภายในจะก้าวหน้าต่อไปสภาพใจต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้น
หน้าที่ของเราตอนนี้ คือ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่ดี โดยดูไปเฉย ๆ ดูไปเรื่อย ๆ
อย่างสบาย ๆ ไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น ทำอย่างนี้ แค่นี้ เท่านั้น
ถ้าเราทำถูกวิธีอย่างง่าย ๆ สบาย ๆ ใจก็จะหยุดนิ่งอย่างง่าย ๆ สบาย ๆ แต่
ถ้าหากว่าเราเป็นนักวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ประสบการณ์ภายใน ใจก็จะไม่สงบ แล้ว
ประสบการณ์ที่ดี ๆ ก็จะจากเราไป เพราะฉะนั้นให้ทำอย่างที่แนะนำนี้
ในที่สุดแล้วใจของเราจะละเอียดขึ้น และตั้งมั่นอยู่ที่ศูนย์กลางกาย แล้วใจ
ของเราก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน เข้าไปสู่ความสะอาด บริสุทธิ์ ความสว่าง ความสุข
ที่แท้จริง และความรู้แจ้ง คือปัญญาภายในที่ลุ่มลึกยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ แล้วเราจะ
เข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตน ซึ่งเป็นของสากลที่เหมือนกันทุกคนในโลก
ดังนั้น ขอให้ทุกคนสั่งสมอารมณ์แห่งความหยุดนิ่งของใจอย่างเบาสบายให้
ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร