
กรณีศึกษา · dmc.tv
EP.243 ผีเข้าสิงเพราะหิว
ออกอากาศ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547
ผีอนุโมทนาบุญได้ไหม
ประวัติผู้ส่ง
เรื่องราวที่ผู้ส่งเคสได้พบเจอและนำมากราบเรียนถามคุณครูไม่ใหญ่ในครั้งนี้ เริ่มต้นเมื่อประมาณ 20 ปี ก่อนที่ผู้ส่งเคสจะมีโอกาสได้มาพบกับวัดพระธรรมกาย ในครั้งนั้นผู้ส่งเคสได้พบเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับพี่ชายของตนเอง ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 ผู้ส่งเคสได้มีโอกาสสั่งสมบุญพิเศษหลายอย่าง เช่น การรับพระจากสถานีขนส่งหมอชิตมาส่งที่วัดพระธรรมกาย และการเลี้ยงภัตตาหารพระ หลังงานมาฆบูชาในปีเดียวกัน ผู้ส่งเคสได้ไปร่วมปฏิบัติธรรมที่พัทยาและได้พบเจอเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ ในปีเดียวกันนั้นเอง หลังวันวิสาขบูชา ขณะที่ลูกชายผู้ส่งเคสกำลังบวชเป็นสามเณรและอาพาธอยู่ที่สถานพยาบาลของวัด ผู้ส่งเคสก็ได้พบกับเหตุการณ์ที่บ้านของตนเองซึ่งอยู่ในรั้วเดียวกันกับบ้านญาติ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้ส่งเคสมีข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องราวที่มองไม่เห็นและอยากได้ความกระจ่างจากคุณครูไม่ใหญ่ นอกจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตนเองและคนรอบข้างแล้ว ผู้ส่งเคสยังกังวลเกี่ยวกับคุณพ่อที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 และอยากทราบความเป็นไปของท่าน ผู้ส่งเคสมีความตั้งใจที่จะทำบุญและอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ตนเองได้พบเจอ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความสุขและได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี
เนื้อเรื่อง
(๑,๔๙๐ อักษร)
ประมาณ 20 ปี ก่อนที่จะได้มาพบวัดพระธรรมกาย พี่ชายของผู้ส่งเคสมีอาการเจ็บขาอย่างรุนแรงที่ข้อเท้า แม้ไปหาหมอตรวจแล้วก็ไม่พบความผิดปกติทางร่างกาย แต่บุคลิกของพี่ชายกลับเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากคนปกติกลายเป็นคนหยาบคาย ใช้คำพูด “มึง กู” ดวงตาขวาง และเริ่มดื่มเหล้าขาว ทั้งที่ไม่เคยดื่มเหล้าประเภทนี้มาก่อน ทุกคนในครอบครัวเชื่อว่าพี่ชายถูกผีเข้าสิง จึงพาไปหาพระเพื่อทำพิธีไล่ผี เมื่อไปถึงวัด พี่ชายกลับมีเรี่ยวแรงมากขึ้นและต่อสู้ขัดขืนถึงขั้นใช้ไม้เฆี่ยนอาละวาด การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดจนผู้ส่งเคสรู้สึกสงสารพี่ชายอย่างยิ่ง แต่ผีก็ยังคงไม่ยอมออก สุดท้ายจึงต้องกราบลาพระกลับมา
เหตุการณ์ยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่งผู้ส่งเคสตัดสินใจนำน้ำมนต์จากหิ้งพระที่บ้านมาผสมน้ำให้พี่ชายดื่ม ทันทีที่ดื่ม พี่ชายก็อาละวาดหนักกว่าเดิม ผู้คนในบ้านช่วยกันจับพี่ชายมัดมือมัดเท้าแล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล เมื่อถึงโรงพยาบาล หมอได้ฉีดยานอนหลับให้ ในช่วงที่ยาใกล้จะออกฤทธิ์ ผู้ส่งเคสซึ่งนึกได้ว่าต้องทำตามหลักวิชชาในการสื่อสารกับวิญญาณ จึงสอบถามผีที่สิงพี่ชายว่าชื่ออะไรและมาจากไหน ผีตนนั้นซึ่งอยู่ในอารมณ์ดี กลับยอมบอกชื่อและเล่าว่าตนเองตกตึกตายมาจากจังหวัดลพบุรี และได้เดินมาตามทางรถไฟ เมื่อผู้ส่งเคสขอให้เขาออกไปจากร่างพี่ชายและจะทำบุญส่วนกุศลไปให้ เขาก็ตอบรับง่ายๆ ว่า “เออ กูไปก็ ได้” แล้วพี่ชายก็หลับไป หลังจากนั้น หมอได้ตรวจอาการและให้ยากลับไปรับประทานที่บ้าน พวกเขาไม่ได้กลับไปตรวจรักษาอีกเลย และอาการเจ็บขาของพี่ชายก็หายเป็นปกติ พี่ชายกลับมาเป็นคนเดิม และผู้ส่งเคสก็ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผีตนนั้นตามที่ได้สัญญาไว้
ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 ผู้ส่งเคสได้มีโอกาสร่วมบุญพิเศษคืองานรับพระจากสถานีขนส่งหมอชิตหลายพันรูป มาส่งที่วัดพระธรรมกาย และดูแลถวายภัตตาหารพระ ซึ่งทำหน้าที่ตั้งแต่ตีสองจนถึงบ่ายสอง งานนี้ทำให้ผู้ส่งเคสรู้สึกเหนื่อยมากแต่ก็ปลาบปลื้มใจยิ่งนัก หลังงานมาฆบูชาปีนั้น ทีมงานผู้ส่งเคสได้ไปปฏิบัติธรรมที่พัทยา ผู้ส่งเคสไปถึงเช้าวันเสาร์และได้พักคนเดียวในห้องโรงแรม หลังจากการนั่งสมาธิภาคค่ำ ทุกคนก็แยกย้ายเข้าห้องนอน ผู้ส่งเคสนอนหลับสบายจนกระทั่งตื่นขึ้นมาตอนเวลา 1:45 น. ด้วยความรู้สึกเหมือนมีใครอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงนอน ผู้ส่งเคสรู้สึกกลัว แต่กลัวคนทำร้ายมากกว่ากลัวผี จึงตัดสินใจเปิดผ้าห่มออกดู สิ่งที่เห็นคือผู้ชายร่างผอมบาง สวมเสื้อคอกลมสีขาวและกางเกงขาสั้นสีดำ ผู้ส่งเคสตัดสินใจจับมือของเขาไว้ทั้งสองข้าง
ด้วยความเข้าใจในหลักวิชชา ผู้ส่งเคสได้สอบถามชายผู้นั้นว่าเป็นใครและมาทำไม เขาหันหน้าหนีไม่ยอมสบตา แต่ตอบกลับมาว่าเขารู้สึกหิวและไม่มีอะไรจะกิน เขายังบอกว่ามีลูกสองคน อายุ 9 ขวบและ 5 ขวบ และเป็นห่วงลูกคนโตมาก ผู้ส่งเคสเข้าใจทันทีว่าชายผู้นี้เสียชีวิตแล้วและต้องการส่วนบุญ ด้วยความสงสาร ผู้ส่งเคสจึงบอกให้เขานึกถึงบุญที่ตนเองเคยทำไว้ เผื่อบุญนั้นจะได้มาช่วยเหลือเขาในตอนนี้ แต่เขากลับบอกว่าตอนมีชีวิตอยู่ไม่เคยทำบุญอะไรเลย ผู้ส่งเคสจึงบอกให้เขาอนุโมทนาบุญที่ตนเองเพิ่งทำมา ผู้ส่งเคสเล่าเรื่องบุญการรับพระและถวายภัตตาหารจำนวนนับพันรูป และบุญผ้าป่าหล่อรูปหลวงปู่ทองคำ ด้วยความปลาบปลื้มใจ เมื่อบอกให้เขาอนุโมทนา เขาก็อนุโมทนาตามทันที
ทันใดนั้น ก็เกิดภาพถาดอาหารพร้อมจานข้าวและอาหารเต็มถาดปรากฏขึ้นบนเตียงนอนของผู้ส่งเคส เหมือนถาดที่ใช้ถวายพระในสภาธรรมกายหลังคาจาก ชายผู้นั้นและลูกสาวของเขาซึ่งมีผมสั้นหน้าม้า อายุประมาณ 9 ขวบ ก็มานั่งรับประทานอาหารด้วยกัน ทั้งสองคนนั่งก้มหน้า ไม่ยอมสบตาผู้ส่งเคส หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ทั้งสองคนก็ยกมือไหว้ผู้ส่งเคสแล้วเดินทะลุประตูห้องพักออกไปเลย ผู้ส่งเคสก็กลับไปนอนหลับต่อจนเช้า และไม่ได้คิดว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียงความฝัน เพราะรู้สึกตัวดีอยู่ตลอดเวลา
เรื่องที่สามเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2538 หลังวันวิสาขบูชา ลูกชายของผู้ส่งเคสซึ่งกำลังบวชเป็นสามเณรในขณะนั้น ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสและพักรักษาตัวอยู่ที่สถานพยาบาลภายในวัดพระธรรมกาย ผู้ส่งเคสได้นำข้าวต้มและอาหารอ่อนไปถวายท่านทุกเช้า มีอยู่เช้าวันหนึ่ง เวลาประมาณ 4:00 น. ผู้ส่งเคสอยู่ที่บ้านคนเดียว ตื่นขึ้นมาเปิดไฟตั้งใจจะนั่งสมาธิ แต่กลับรู้สึกกลัวและอยากนอนต่อ ทันใดนั้น ประตูห้องนอนก็เปิดออกเองพร้อมเสียงดัง “แคล็ก” ผู้ส่งเคสหันไปมองที่ประตู เห็นผู้ชายใส่ชุดขาวเดินเข้ามาในห้อง ผู้ส่งเคสตกใจมาก และในทันทีนั้นตาก็มองไม่เห็นอะไรเลย รู้สึกเพียงว่าผู้ที่เข้ามาได้เข้ามากอดเอวและร้องไห้ ผู้ส่งเคสรู้สึกตกใจปนกลัว เริ่มคุกเข่าสูง และใช้มือยันศีรษะของผู้นั้นไว้ พร้อมกับท่อง “สัมมาอรหัง” ท่องเพียงครั้งเดียวเขาไม่ไป จึงต้องท่อง “สัมมา อระหัง สัมมาัง” ซ้ำๆ หลายครั้ง หลังจากท่องไปหลายครั้ง เขาก็หายแว๊บไป ตาของผู้ส่งเคสกลับมามองเห็นดังเดิม และไฟในห้องก็ยังเปิดสว่างอยู่ ผู้ส่งเคสจึงทราบได้ว่าสิ่งที่ตนเองพบเจอไม่ใช่คน รีบลงจากชั้นบนไปทำกับข้าวและรีบเดินทางไปวัด
เมื่อไปถึงวัด ผู้ส่งเคสได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้สามเณรลูกชายฟัง ท่านสามเณรบอกว่า ผู้ที่มาปรากฏตัวน่าจะเป็นเจ้าที่เจ้าทางที่บ้านซึ่งกำลังมีทุกข์ ในคืนวันนั้น ผู้ส่งเคสกลับมาถึงบ้านและได้ไปสอบถามครอบครัวของญาติที่อยู่ภายในรั้วเดียวกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ญาติเล่าว่า ต้นมะม่วงต้นใหญ่หลังบ้านถูกปลวกกินจนจะตายอยู่แล้ว จึงตัดสินใจตัดทิ้ง หลังจากนั้น ได้นำเตียงไม้ไปวางคร่อมตอของต้นมะม่วงต้นนั้นไว้ ตกกลางคืน มีชายร่างใหญ่ ตาแดงก่ำ มาผลักให้ตกเตียงและด่าทอว่ามานอนทับที่ของเขาทำไม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลายคืนแล้ว แม้จะโดนผลักตกเตียงมาหลายคืน ญาติก็ดูเหมือนยังไม่เข็ด ลูกอ่อนของพวกเขาก็ร้องไห้ไม่หยุด ไม่ยอมหลับไม่นอน พ่อของเด็กก็ด่าทอเจ้าที่ด้วยคำหยาบคายทุกวัน
ผู้ส่งเคสทราบเรื่องราวทั้งหมด จึงแนะนำให้พ่อของเด็กไปขอขมาเจ้าที่ตนนั้น ก่อนหน้านี้ ผู้ส่งเคสเคยบอกกล่าวกับเจ้าที่ว่าที่บ้านตนเองไม่มีศาลพระภูมิ และขอเชิญท่านไปอยู่บนต้นมะม่วงหลังบ้าน เมื่อต้นมะม่วงต้นนั้นถูกตัดไป เจ้าที่ก็เลยไม่มีที่อยู่อาศัย สามเณรลูกชายได้แนะนำผู้ส่งเคสว่า ให้ผู้ส่งเคสอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าที่เจ้าทางตนนั้น และเชิญท่านไปอยู่ที่ต้นมะม่วงต้นใหญ่หน้าบ้านแทน ที่บ้านมีต้นมะม่วงสองต้น ต้นหลังบ้านถูกตัดไปแล้ว เหลือต้นใหญ่ที่หน้าบ้าน สามเณรบอกว่า ในฐานะที่เราเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าที่ก็ต้องให้ความเคารพเรา หลังจากที่ผู้ส่งเคสได้ทำตามคำแนะนำของสามเณรทุกประการ เหตุการณ์ทั้งหมดก็สงบลง ไม่มีการรบกวนหรือความเดือดร้อนเกิดขึ้นอีกเลย
คำถาม
- ผีมาสิงพี่ชายผู้ส่งเคสจริงหรือไม่ หากจริง ผู้ที่มาเข้าสิงคือใคร มาเข้าสิงทำไม และขณะที่สิงร่างอยู่ ทำไมพี่ชายยังไปทำงานได้ตามปกติ เพียงแต่มีอาการแปลกไป เช่น ไม่ชอบสบตาคนอื่น ทำไมพระจึงไล่ผีไม่ออก แม้จะเฆี่ยนตีอย่างไรผีก็ไม่กลัว แต่ทำไมเมื่อผู้ส่งเคสคุยดีๆ ผีกลับยอมออกไปและไม่กลับมาอีกเลย
- ผู้ที่มาขอส่วนบุญ 2 พ่อลูก เป็นอะไรตาย ทำไมถึงเจาะจงมาหาผู้ส่งเคส พวกเขาได้รับบุญจากการอนุโมทนาแล้วมีความสุขมากขึ้นมากและนานเท่าใด ขณะที่พูดคุยด้วย ผู้ส่งเคสคุยด้วยกายเนื้อใช่หรือไม่ สิ่งที่ผู้ส่งเคสทำไปนั้นถูกต้องตามหลักวิชชาหรือไม่
- ผู้ที่มากอดเอวผู้ส่งเคสและร้องไห้คือใคร ใช่เจ้าที่บ้านผู้ส่งเคสหรือไม่ และสิ่งที่ผู้ส่งเคสทำนั้นถูกต้องตามหลักวิชชาหรือไม่
- คุณพ่อของผู้ส่งเคสที่เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2522 ด้วยโรคเส้นโลหิตฝอยในสมองแตก ไปอยู่ภพภูมิใด ได้รับบุญที่ผู้ส่งเคสอุทิศไปให้หรือไม่ ทำไมผู้ส่งเคสยังมีความรู้สึกว่าท่านวนเวียนอยู่ที่บ้านและฝันเห็นเป็นตุเป็นตา
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ตอนอื่นที่คล้ายกัน
เตี่ยมีวิบากกรรมอะไรจึงเส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพาต และไม่ได้รับส่วนแบ่งหุ้นส่วน?
ลูกชายเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเพราะกรรมใด เกี่ยวกับการรอที่ปั๊มน้ำมันสูดกลิ่นน้ำมันเป็นเวลานานหรือไม่ เป็นเหตุในชาตินี้หรือกรรมในอดีต วิบากกรรมนี้หมดหรือยัง
ลูกสาวทำกรรมอะไรมาถึงป่วนหนักต้องเข้าโรงพยาบาลนาน และเหตุใดหมอจึงหาสาเหตุไม่พบ?
ครอบครัวมีฐานะดีจากโรงสีช่วงแรก แต่ขาดทุนต้องขาย ต่อมาเลี้ยงหมูรวยขึ้นแล้วก็ขาดทุนต้องเลิก เป็นเพราะทำบุญมาอย่างไร และการเลี้ยงหมูขายโดยไม่ได้ฆ่าเองมีวิบากกรรมมากน้อยเพียงใด?
คุณแม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกเพราะกรรมใด? การที่พี่สาวสวดมนต์ให้ฟังก่อนตายทำให้มีคตินิมิตเป็นอย่างไร? ตายแล้วไปไหน? รับบุญที่ลูกส่งให้ได้หรือไม่? ฝากความอะไรมาถึงหรือไม่?






