มะเร็งเต้านมถามหา เพราะปาณาและกาเม

กรณีศึกษา · dmc.tv

EP.248 มะเร็งเต้านมถามหา เพราะปาณาและกาเม

ออกอากาศ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547

มะเร็งเต้านมถามหา เพราะปาณาและกาเม

-
18px

ประวัติผู้ส่ง

ผู้ส่งเคส เป็นหนึ่งในพี่น้องสามคน ซึ่งในปี พ.ศ. 2538 ได้พากันเข้าวัดพระธรรมกาย และตั้งใจสร้างบารมีอย่างต่อเนื่อง เป็นลูกพระราชเต็มตัว ทำบุญเต็มที่จนสุดกำลัง และทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตร บอกบุญทุกบุญอย่างสม่ำเสมอ。ผู้ส่งเคสและพี่สาวอีกสองคนนี้รักและผูกพันกันมาก และทั้งสามคนก็ครองตนเป็นโสด。ความผูกพันนี้สืบเนื่องมาจากอดีตชาติที่เป็นเพื่อนสนิทรักใคร่กันมาก่อน。

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวเกิดขึ้นกับครอบครัวหนึ่ง ซึ่งสมาชิกหลายคนต้องเผชิญกับโรคมะเร็ง。

ในปี พ.ศ. 2538 ผู้ส่งเคสและพี่สาวสองคนได้เข้ามาสร้างบารมีที่วัดพระธรรมกายอย่างต่อเนื่อง เป็นลูกพระราชที่ทุ่มเททำบุญและทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตร บอกบุญทุกบุญ。ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 พี่สาวคนหนึ่งซึ่งมาวัดด้วยกัน ได้คลำพบก้อนเนื้อแข็งขนาดเล็กที่หน้าอก เมื่อไปให้คุณหมอตรวจก็พบว่าเป็นมะเร็ง คุณหมอแนะนำให้ผ่าตัด แต่พี่สาวกลัวมาก ไม่ยอมผ่าตัด ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับจนน้ำหนักลด และได้หนีไปรักษากับสมุนไพรเป็นเวลา 3 ปี แต่อาการไม่ดีขึ้น ก้อนเนื้อกลับใหญ่ขึ้นและแตก มีเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก ผู้ส่งเคสจึงนำพี่สาวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล อยู่ได้ 5 วัน คุณหมอได้ส่งต่อไปรักษาที่ศูนย์มะเร็งชลบุรี ที่นั่นได้ให้ยาเคมีบำบัดและฉายแสง จนกระทั่งแผลแห้งสนิท ไม่มีเลือดและน้ำเหลืองไหล

ระหว่างรักษาตัว พี่สาวก็ยังคงทำงานตามปกติ และทานยาตามที่คุณหมอสั่ง พี่สาวมีอาชีพเป็นครูโรงเรียนมัธยม ที่โรงเรียน เธอก็ยังคงทำหน้าที่บอกบุญเด็กนักเรียนในทุก ๆ บุญ และนำปัจจัยที่ได้จากการบอกบุญ แม้จะมากน้อยเพียงใด มาถวาย คุณครูไม่ใหญ่ เกือบทุกอาทิตย์。

จนกระทั่งวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2546 พี่สาวมีอาการปวดหลังอย่างรุนแรง คุณหมอเอกซเรย์ดูจึงพบว่าเชื้อมะเร็งได้ลุกลามไปที่กระดูกสันหลังแล้ว และต้องได้รับยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสงอีกครั้ง พี่สาวรักษาตัวอยู่ที่ศูนย์มะเร็งเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ก่อนที่คุณหมอจะให้กลับบ้านและนัดมาให้ยาเคมีบำบัดครั้งต่อไปในอีก 21 วันข้างหน้า แต่ครั้งนี้พี่สาวปฏิเสธการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด เพราะรู้ตัวว่าร่างกายไม่ไหวแล้ว จึงกลับมาอยู่ที่บ้าน ที่บ้านได้ติดตั้งจานดาวธรรมไว้ พี่สาวจึงได้เข้าโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา และดูรายการธรรมะทุกวัน。

ระหว่างที่ป่วย พี่สาวรู้ตัวว่าเวลาของตนเองเหลือน้อย จึงพยายามทำบุญทุกบุญอย่างเต็มที่ ในช่วงที่สร้างหอฉัน คุณยายอาจารย์ฯ พี่สาวก็ได้ร่วมบุญโดยการรับหินเกล็ดมาคัดถึง 10 ถุง และได้นิมนต์พระอาจารย์มาฉันภัตตาหารที่บ้าน แม้กระทั่งตอนที่นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เธอก็ยังทำหน้าที่บอกบุญกับผู้ป่วยเตียงข้าง ๆ ไปด้วย。

ในช่วงเวลาที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล พี่สาวได้เห็นนิมิตต่าง ๆ ที่สวยงาม เช่น เห็นคนแต่งกายสวยงาม เห็นพระ เห็น คุณครูไม่ใหญ่ เธอยังได้พูดออกมาว่า "ที่นี่ที่ไหน ทำไมคนแต่งตัวสวยจัง พระองค์ใหญ่เต็มไปหมดเลย"。พี่สาวเสียชีวิตในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2547 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของ คุณยายอาจารย์ฯ ก่อนเสียชีวิต เธอยังได้ฝากปัจจัยจำนวน 10,000 บาท ผ่านน้องกัลยาณมิตร เพื่อร่วมสร้างหอฉัน。ในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2547 ได้มีหลวงพี่จากวัดมาเยี่ยม พี่สาวได้สร้างองค์พระในอาคาร 60 ปี จำนวน 300,000 องค์ ถวายกับมือหลวงพี่ เธอยังได้พูดว่ารู้สึกปลื้มปีติมากที่ได้เห็นผ้าเหลืองที่พระห่ม และบอกว่าเห็นพระแล้วรู้สึกปลื้มทุกครั้ง โดยเฉพาะพระที่วัดพระธรรมกาย ตัวพี่สาวเองมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเกิดเป็นผู้ชายในภพชาติต่อไป ทำบุญทุกครั้งจึงอธิษฐานจิตขอให้เกิดใหม่เป็นผู้ชาย。หลังจากนั้นอีก 2 วัน พี่สาวก็ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2547 เวลา 15.30 น.。

นอกจากพี่สาวแล้ว คุณพ่อ (เตี่ย) ของผู้ส่งเคส ซึ่งมีอาชีพทำไร่ทำนา เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2519 ก็มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง แพทย์ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในลำไส้ ได้รับการผ่าตัดและรักษาตัวที่โรงพยาบาลประมาณ 1 เดือน คุณหมอให้กลับบ้านได้ แต่มาอยู่ที่บ้านได้ไม่นานก็มีอาการปวดท้องอีก คุณหมอให้ฉายแสงและรักษาตามอาการ อยู่ที่โรงพยาบาลได้อีก 1 เดือนก็เสียชีวิตลง อายุได้ 69 ปี。

ส่วนคุณแม่ ซึ่งเคยเลี้ยงหมูขาย เมื่อพี่ชายเรียนจบและเป็นนายตำรวจ คุณแม่ก็ได้เลิกเลี้ยงหมูขาย แล้วมาค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ แทน ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 คุณแม่มีแผลเล็ก ๆ ที่หน้าท้องน้อย ผู้ส่งเคสลองจับดูรู้สึกว่ารอบปากแผลเป็นเนื้อแข็ง จึงบอกให้แม่ไปพบหมอ คุณหมอตัดชิ้นเนื้อไปตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง คุณหมอจะทำการผ่าตัด แต่ลูก ๆ มีความเห็นร่วมกันว่าไม่ควรผ่าตัด เพราะท่านอายุมากแล้วและร่างกายผอมบาง จึงกลับมารักษาตัวที่บ้าน แต่ประมาณ 6 เดือนต่อมา แผลก็เริ่มใหญ่ขึ้น และมีเลือดออกอีก ลูก ๆ จึงส่งคุณแม่เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล คุณแม่นอนรักษาตัวอยู่ประมาณ 6 เดือน ก็เสียชีวิตลง อายุได้ 73 ปี。

สมาชิกในครอบครัวของผู้ส่งเคส ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และพี่สาว ต่างเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกันทุกคน。ผู้ส่งเคสมีความรักและถูกชะตาอย่างมากกับกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ที่คอยช่วยเหลือประคับประคองเสมอ แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิตพี่สาว เธอก็ยังคอยเตือนให้พี่สาวนึกถึงบุญจนลมหายใจสุดท้าย ผู้ส่งเคสอยากทราบความสัมพันธ์กับกัลยาณมิตรท่านนี้ในชาติที่แล้ว。

คำถาม

  1. พี่สาวของผู้ส่งเคสทำกรรมใดจึงได้เป็นมะเร็งที่เต้านม สิ่งที่เธอเห็นเป็นภาพนิมิตก่อนละโลกเป็นความจริงหรือไม่ และเสียชีวิตแล้วไปอยู่ภพภูมิใด
  2. ผู้ส่งเคสและพี่สาวอีกสองคนที่ยังมีชีวิตอยู่ จะมีวิบากกรรมเป็นมะเร็งเหมือนกันหรือไม่
  3. ทำไมผู้ส่งเคสและพี่สาวอีกสองคนถึงได้มาอยู่ด้วยกัน ทำบุญเหมือนกัน และอยู่เป็นโสดทั้งสามคน
  4. คุณพ่อ (เตี่ย) และคุณแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว ไปอยู่ภพภูมิใด ลูก ๆ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ท่านได้รับหรือไม่ และท่านทั้งสองทำกรรมใดจึงได้เป็นมะเร็ง
  5. ผู้ส่งเคสและครอบครัวมีความสัมพันธ์กับกัลยาณมิตรท่านหนึ่งในชาติที่แล้วอย่างไร จึงผูกพันกันมากในชาตินี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตอนอื่นที่คล้ายกัน

ห้ามปวดตับ ห้ามดับจิต

ครอบครัวมีฐานะดีจากโรงสีช่วงแรก แต่ขาดทุนต้องขาย ต่อมาเลี้ยงหมูรวยขึ้นแล้วก็ขาดทุนต้องเลิก เป็นเพราะทำบุญมาอย่างไร และการเลี้ยงหมูขายโดยไม่ได้ฆ่าเองมีวิบากกรรมมากน้อยเพียงใด?

จนคั๊ก ๆ

คุณยายเสียชีวิตแล้วไปอยู่ที่ไหน ได้รับบุญสร้างองค์พระประจำตัวที่อุทิศให้หรือไม่ มีอะไรอยากบอกหรือไม่

เบญจเพส

เกี่ยวกับผู้ส่งเคสและญาติ: อะไรทำให้ผู้ส่งเคสและญาติมาอยู่ในสภาพแวดล้อมดงจระเข้?

ตกบันได พลอยได้บุญ

กรรมใดทำให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ให้กำเนิดมีลูกติดๆ กันและมีลูกแฝดถึง 2 คู่?

คุณครับ ผมตายแล้วหรือยัง

ผู้ส่งเคสได้ถามคำถามหลายข้อต่อคุณครูไม่ใหญ่:

* หมายเหตุ เรื่องราวจาก กรณีศึกษากฎแห่งกรรม CaseStudy นี้ เป็นเรื่องราว "นิยายปรัมปรา" จากการหลับตาฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาว 1 ที แล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรา
เนื้อหาที่นำเสนอในเว็บไซต์นี้ "เป็นความเชื่อส่วนบุคคล" โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง

Case Study กรณีศึกษากฏแห่งกรรม โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา