เหนื่อยไหมจ๊ะคนดี

กรณีศึกษา · dmc.tv

EP.732 เหนื่อยไหมจ๊ะคนดี

ออกอากาศ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549

เป็นชาวนาและถูกไล่ที่ทำกินเพราะบุพกรรมใด | ผู้เป็นพ่อตายแล้วแต่สิงลูกสาวตัวเองไม่ได้ แต่สิงน้องชายของตัวเองได้เพราะเหตุใด | มีบ้านและที่นาใกล้วัด และได้สร้างบารมีตั้งแต่สร้างวัดแบบเข้มข้นเพราะบุพกรรมใด

-
อ่าน Case
18px

ประวัติผู้ส่ง

ผู้ส่งเคสเป็นนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาที่มีความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตายอย่างมาก ชีวิตของผู้ส่งเคสต้องพบเจอกับความยากลำบากมาตั้งแต่ยังเล็ก หลังจากคุณพ่อเสียชีวิตตั้งแต่อายุ 6 ขวบ คุณแม่และผู้ส่งเคสก็ถูกญาติฝ่ายพ่อไล่ออกจากบ้าน ต้องหอบข้าวของหนีไปโดยไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ทำให้ต้องไปอาศัยต่อกระต๊อบอยู่ท้ายวัด และเช่าที่นาทำกิน ผู้ส่งเคสต้องทำงานหนักกลางแดดกลางฝนมาตั้งแต่เด็ก ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อเลี้ยงชีพ ความยากลำบากนี้ทำให้คิดหาทางออกด้วยการแต่งงานเพื่อหาคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ แม้จะพบเนื้อคู่ที่มีคุณสมบัติตรงตามต้องการ แต่แม่สามีกลับไม่ชอบเพราะผู้ส่งเคสยากจน ทว่าสามีก็ยืนยันที่จะแต่งงาน หลังแต่งงานชีวิตไม่ได้สบายขึ้นอย่างที่คิด กลับมีปัญหาถาโถมเข้ามา ทั้งภาระที่ต้องดูแลลูกหลายคน และสามีที่มีอาการทางประสาทอย่างรุนแรง ต้องเผชิญกับการอาละวาดของสามี แม้จะพาไปหาหมอแต่อาการก็ดีขึ้นเพียงชั่วคราว ชีวิตที่เคยลำบากจากการทำนาเลี้ยงตัวและแม่ ก็ต้องมาเลี้ยงดูสามีและลูกอีก 3 คน ฐานะครอบครัวฝืดเคือง ยังมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับญาติจนถูกไล่ที่ทำกิน ภาระและความทุกข์ทั้งหมดตกอยู่ที่ผู้ส่งเคสเพียงคนเดียว ความทุกข์นี้ทำให้คิดย้อนถามตัวเอง แต่ด้วยบุญเก่าที่พอมี ทำให้ตอบตัวเองได้ว่า ที่ลำบากเพราะทำบุญมาน้อย จึงตั้งใจทำบุญ และภาวนาหาพระดีวัดดี จนได้ข่าวการสร้างศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมที่คลอง 3 และได้มีโอกาสมาร่วมบุญตั้งแต่ก้อนดินแรก ด้วยความรู้สึกประทับใจ คุณครูไม่ใหญ่ ทำให้ชีวิตผูกพันกับวัดและตั้งใจสร้างบุญอย่างเข้มข้น หลังเข้าวัดชีวิตก็ดีขึ้นตามลำดับ ได้รับความช่วยเหลือเมตตาเสมอ แม้เจ้าของที่นาที่เช่าอยู่ยังยกบ้านให้ฟรีๆ ต่อมาสามีก็ป่วยเป็นอัมพาตและเสียชีวิต และหลังจากจัดงานศพและเก็บกระดูกกลับมาบ้าน ก็ได้เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติที่สร้างความสะพรึงกลัวให้กับครอบครัว ผู้ส่งเคสและครอบครัวจึงรีบมาวัดทำบุญและรายงานเหตุการณ์นี้ต่อคุณครูไม่ใหญ่ ทำให้เหตุการณ์สงบลงในคืนต่อมา

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในครอบครัวเกษตรกรที่มีพ่อกับแม่และลูกสาวสองคน ทว่าลูกคนเล็กได้เสียชีวิตไปตั้งแต่อายุเพียง 7 วัน จึงเหลือลูกเพียงคนเดียว คุณพ่อเป็นชาวนาที่ขยันและมีใจบุญ แต่ชีวิตกลับแตกต่างจากพี่น้องคนอื่นๆ คือไม่ได้รับการแบ่งมรดกเลย คุณครูไม่ใหญ่บอกว่าเรื่องนี้มีเหตุ คุณพ่อป่วยและเสียชีวิตเมื่อผู้ส่งเคสอายุได้ 6 ขวบ ผู้ส่งเคสไม่ทราบว่าคุณพ่อป่วยเป็นโรคอะไร

นับตั้งแต่คุณพ่อเสียชีวิต คุณแม่และผู้ส่งเคสก็ถูกญาติทางฝ่ายพ่อไล่ออกจากบ้านอย่างไม่มีที่ไป เหตุเพราะญาติกลัวว่าสองแม่ลูกจะมีส่วนในสมบัติของตระกูล เห็นไหมจ๊ะคุณครูไม่ใหญ่ว่าถ้าไม่มีบุญรองรับ สมบัติที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็ได้แค่เห็นเท่านั้นเอง สภาพการณ์ตอนนั้นทำให้สองแม่ลูกต้องหอบข้าวของหนีออกมาโดยไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ท่านเจ้าอาวาสวัดหนึ่งเห็นเข้าจึงสงสัยและเมตตาอนุญาตให้คุณแม่ไปตัดไม้ไผ่ที่ล้อมรั้ววัดมาต่อเป็นกระต๊อบพอได้อาศัยอยู่ไปก่อน เป็นการได้อยู่เพิงพักริมศาลาวัด

ในเวลาเดียวกันนั้น คุณแม่ก็ได้ไปเจรจาขอน้องเขยเช่าที่นาเพื่อไถนาทำกินเลี้ยงดูลูก นับแต่นั้นมา ผู้ส่งเคสซึ่งมีอายุเพียง 6 ขวบ ก็ต้องฝึกร่างกายให้แข็งแรงและตกกรรมลำบากอย่างมาก ต้องทำนาเหงื่อโรมกายท่ามกลางแสงแดดแผดเผาและสายฝนที่โปรยกระหน่ำ หนักแค่ไหนก็ต้องสู้เพราะไม่มีทางเลือก นอกจากนี้ยังต้องไปกู้หนี้ยืมสินจากคนอื่นเพราะไม่มีเงินเลย รอจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวและขายข้าวได้ถึงค่อยนำไปใช้คืน ผู้ส่งเคสต้องเหนื่อยยากตั้งแต่ยังเล็กจนเติบโตเป็นสาว แข็งแรงทีเดียว ความลำบากแสนสาหัสนี้ทำให้ผู้ส่งเคสคิดมาก บางคนอาจถามว่ารวยไปทำไม ลองมาเป็นอย่างนี้ดูบ้างสิจ๊ะคุณครูไม่ใหญ่ แล้วจะตอบได้เองว่าเราจำเป็นต้องรวย เมื่อคิดมากแล้วก็คิดหาทางออกแบบชาวบ้านนั่นคือ แต่งงาน คิดจะหาผู้ช่วย หาหนุ่มบ้านนาสักคนมาช่วยทำงานนา แบ่งเบาภาระ

มีหนุ่มบ้านนาหลายคนมาติดพันผู้ส่งเคส ผู้ส่งเคสเองก็มีสเปกในใจคือจะเลือกเฉพาะคนที่ขยัน สู้ทนทำงานหนักได้ทุกอย่าง จึงจะยอมแต่งงานด้วย ในที่สุดก็ได้พบเนื้อคู่ เลือกผู้ชายคนหนึ่งที่มีคุณสมบัติตามต้องการ แต่พอจะตกลงปลงใจแต่งงานกันจริงๆ คุณแม่ของฝ่ายชายกลับไม่ชอบผู้ส่งเคสเอามากๆ เหมือนในละครเลยนะจ๊ะคุณครูไม่ใหญ่ ท่านสั่งห้ามลูกชายไม่ให้แต่งงานกับผู้ส่งเคสเพราะเห็นว่าผู้ส่งเคสยากจนกว่ามาก แต่พระเอกหรือสามีของผู้ส่งเคสไม่ยอม เขายืนยันกับคุณแม่ว่าจะแต่งงานให้ได้เพราะ รัก ผู้ส่งเคสจริงๆ คุณแม่ของพระเอกก็ไม่ยอม สุดท้ายก็ต้องตัดแม่ตัดลูก แต่ในที่สุดคุณแม่ฝ่ายชายก็ยอมให้แต่งงาน

หลังแต่งงานกันแล้ว คุณแม่สามีก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ท่านรักผู้ส่งเคสมาก ให้ความรักและความเมตตาประดุจลูกของตัวเอง ขัดสนอะไรก็ช่วยเหลือเป็นอย่างดีทุกอย่าง ผู้ส่งเคสซาบซึ้งและรักท่านเช่นกัน ชีวิตหลังแต่งงานไม่ได้จบลงแบบนางเอกในหนังรักโรงแดง กลับมีปัญหารุมเร้าเข้ามาทุกด้าน ทั้งภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ต้องทำงานหนักและลำบากมากขึ้น นึกว่าจะแต่งแล้วสบายนะจ๊ะ เพราะต้องเลี้ยงดูลูกที่คลอดออกมาอีกหลายคน ที่หนักกว่านั้นคือสามีของผู้ส่งเคสเกิดมามีอาการทางประสาทอย่างรุนแรง เห็นไหมจ๊ะคุณครูไม่ใหญ่ว่าวิบากกรรมมันมา มันไม่บอกใครเลย มันมาตอนไหนก็ไม่บอก สามีจะอาละวาด เอะอะโวยวายด่าผู้ส่งเคสสารพัด เสียผู้คน เสียหายอย่างชนิดคุมไม่อยู่ เหมือนคนสติไม่ดี บางครั้งสามียังถือมีด ดาบยาวกว่ามีดเสียอีก คว้าโน่นคว้านี่ วิ่งเข้ามาจะทำร้ายร่างกายผู้ส่งเคส ผู้ส่งเคสต้องหนีแต่ก็ให้อภัย เพราะยังรักเขาและรู้ว่าเขาทำไปเพราะไม่รู้สติ ผู้ส่งเคสได้พาเขาไปหาหมอ หมอให้กินยาคุมอาการไว้ตลอด แต่ยาก็ช่วยระงับอาการได้เป็นพักๆ พอหมดฤทธิ์ก็มีอาการอีก แต่บางทีก็เหมือนปกติ

เมื่ออาการปกติก็คุยกันรู้เรื่อง ในขณะนั้นชีวิตผู้ส่งเคสก็เปลี่ยนจากเดิมที่ทำงานนาเลี้ยงตัวเองและแม่เท่านั้น ต้องมาเลี้ยงสามี และเลี้ยงลูกอีก 3 คนด้วยตัวเอง อีกทั้งฐานะครอบครัวก็ฝืดเคืองขึ้นเรื่อยๆ มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับญาติพี่น้องอย่างหนักจนผู้ส่งเคสโดนไล่ที่ทำกิน ปัญหาทุกอย่างและภาระความรับผิดชอบทั้งหมดตกมาอยู่กับผู้ส่งเคสเพียงคนเดียว ตอนนั้นผู้ส่งเคสมีความทุกข์มากจนคิดถามตัวเองว่าทำไมถึงเป็นเรา

แต่ผู้ส่งเคสก็ยังพอมีบุญอยู่บ้างที่ตอบตัวเองได้ว่าที่ลำบากขนาดนี้เป็นเพราะทำบุญมาน้อย นี่มีดวงปัญญานะจ๊ะคุณครูไม่ใหญ่ ผู้ส่งเคสจึงคิดว่าเราต้องทำบุญแล้ว ได้แต่ภาวนาในใจว่าน่าจะมีพระดีๆ วัดดีๆ สักแห่งไว้ให้เราได้มาทำบุญนะ บุญบันดาลอย่างไรไม่ทราบ ต่อมาก็ได้ข่าวว่าจะมีการสร้างศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมแถวตำบลคลอง 3 อำเภอคลองหลวง ผู้ส่งเคสดีใจมากและได้มีโอกาสมาร่วมงานบุญตั้งแต่วันขุดดินก้อนแรก ในการสร้างวัดพระธรรมกาย ได้เห็นคุณครูไม่ใหญ่นั่งทำพิธีอยู่ท่ามกลางกองฟางในทุ่งนาฟ้าโล่ง พร้อมกับเกิดความรู้สึกในใจว่า วัดนี้แหละที่จะเป็นวัดดีมีพระดีให้เรามาทำบุญ จากนั้นไม่นาน ผู้ส่งเคสก็หาที่เช่านาใหม่ได้ที่ตำบลคลอง 3 ใกล้วัด จึงหอบครอบครัวย้ายมาทำนาที่นี่ทันที และนั่นเป็นโอกาสที่ทำให้ได้มาทำบุญที่วัดนี้โดยไม่ตกหล่นเลยสักบุญเดียว ผู้ส่งเคสช่วยสร้างโบสถ์ คัดหิน จัดดอกไม้ ช่วยงานครัวคุณยายอาจารย์ เตรียมภัตตาหาร เก็บกวาด ซักล้าง ถอนหญ้า ทำเกือบทุกอย่าง รู้สึกว่าวัดนี้เป็นทั้งหมดของชีวิต ฟังเทศน์คุณครูไม่ใหญ่ทั้งสองรูป ที่ประทับใจที่สุดคือคุณครูไม่ใหญ่หลวงพ่อธรรมชโย บอกให้รักษาศีล 5 ผู้ส่งเคสจึงเรียนถามตรงๆ ว่าคนจนอย่างลูกจะรักษาศีล 5 ได้หรือ คุณครูไม่ใหญ่ตอบว่าได้ เพราะศีลเป็นทางมาแห่งโภคทรัพย์ และให้ศีลแก่ผู้ส่งเคส นับจากวันนั้น ผู้ส่งเคสก็เปลี่ยนจากคนที่ไม่เคยมีศีลเลยมาเป็นคนที่มีศีลอย่างเคร่งครัดจนถึงทุกวันนี้ และชักนำลูกๆ ทุกคนเข้าวัดทำบุญตั้งแต่เล็กจนปัจจุบัน

หลังเข้าวัด ชีวิตผู้ส่งเคสก็ดีขึ้นตามลำดับ แม้จะลำบากก็มีคนคอยช่วยเหลือเมตตาสงสารเสมอ แม้แต่เจ้าของที่นาที่เช่าอยู่ก็เมตตายกบ้าน 2 ชั้นที่ตั้งอยู่บนที่นาให้ฟรีทั้งหลัง ผู้ส่งเคสจึงไม่ต้องอยู่กระต๊อบอีกต่อไป ย้ายจากเพิงริมศาลาขึ้นคฤหาสน์เลยทีเดียว แต่ต่อมาไม่นาน สามีผู้มีอาการทางประสาทก็ล้มป่วยเป็นอัมพาต สุขภาพอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนเสียชีวิตไปเฉยๆ โดยไม่มีใครรู้ว่าเสียชีวิตเพราะคิดว่าหลับไป หลังจากนั้นผู้ส่งเคสได้จัดพิธีสวดศพที่บ้าน 7 วัน ระหว่าง 7 วันนี้ เหตุการณ์ปกติทุกอย่าง แต่พอวันที่ 8 หลังเก็บกระดูกกลับมาบ้าน เหตุการณ์กลับไม่ปกติ ลูกสาวพูดกับพ่อว่า ป๋า กลับมาบ้านกับเรากันนะ ประมาณ 18:00 น. ของวันนั้น ขณะที่ผู้ส่งเคสกำลังทำนาอยู่ก็ใจสั่นบอกไม่ถูก แล้วได้กลิ่นฉุนเหมือนดอกซ่อนกลิ่น มองไปรอบๆ บรรยากาศวังเวงมาก รู้สึกว่าเขาต้องมาอยู่ใกล้แน่ๆ รู้สึกวังเวงในใจ จึงตะโกนบอกไปว่า ไม่ต้องห่วงฉัน เดี๋ยวฉันดำนาเสร็จแล้วก็จะกลับบ้านแล้วล่ะ ส่วนเธอก็ให้ไปที่ที่ดีๆ ให้ไปบูชาเจดีย์ซะ เพราะตอนนี้ 18:00 น. แล้ว เขากำลังจะมีการบูชาเจดีย์ที่วัดกัน และให้ไปดูองค์พระที่เจดีย์ที่สร้างไว้ให้ และให้ไปหาหลวงพ่อ อย่าดื้อนะคนดี เหตุการณ์ยังไม่จบเพียงแค่นี้ ในหัวค่ำวันนั้น ตามบ้านเพื่อนสนิทสามีทุกบ้านมีแต่เสียงหมาเห่าหอนอย่างโหยหวนตามลำดับ จนมาถึงบ้านผู้ส่งเคส หมาที่บ้านกลับไม่หอน แต่กระดิกหางเหมือนมีใครเข้ามา มองไปก็ไม่เห็นใคร แต่บ้านอื่นก็ยังหอนอยู่ ลูกสาวร้องถามว่า แม่ พ่อมาเหรอ ไหนว่าครบ 7 วันแล้วจะไปแล้วไงล่ะ แล้วกลายเป็นอย่างนี้ ครั้นพอตกดึก ปิดไฟนอน ทุกคนมานอนเรียงกันด้วยความรัก มีลูก 3 คน น้องชายสามี และผู้ส่งเคส ทันใดนั้นลูกสาวคนหนึ่งก็ดิ้นพล่านเหมือนมีร่างใหญ่ดำทมึนมาทับตัว อึดอัดบอกไม่ถูก ต้องลุกขึ้น สักครู่ก็เกิดอาการเดียวกันกับลูกอีกคน และกับน้องชายสามีที่นอนในห้องนั้นด้วย ไฟก็ดับ ผู้ส่งเคสรีบลุกไปเปิดไฟทันที พอไฟสว่างอาการก็สงบไปครู่หนึ่ง เมื่อทุกคนมองไปที่ร่างน้องชายสามี เขากลับทำตาขวาง เสียงเปลี่ยนไป โพล่งด่าขึ้น และพูดถึงลักษณะตนเองว่า ตัวยาวๆ น้ำก็ได้ขึ้น บกก็ได้ขึ้น ต้นไม้ก็ได้ขึ้น มีลิ้น 2 แฉก คล้ายๆ ตะเข้ แต่เล็กกว่า คำนี้เองทำให้ทุกคนปักใจเชื่อทันทีว่าเป็นสามีของผู้ส่งเคสจริงๆ เพราะนั่นคือคำประจำตัวของเขา จากนั้นเขาก็เอาแต่ด่าเหมือนตอนมีชีวิตอยู่ไม่ผิดเพี้ยน ผู้ส่งเคสก็ได้แต่บอกให้ไปหาหลวงพ่อ พยายามเรียกน้องชายให้ได้สติ คืนนั้นทั้งอลหม่านและหวาดกลัวจนไม่ได้หลับที่นอน รุ่งขึ้น ตัวผู้ส่งเคสและครอบครัวอยู่ไม่ติด รีบมาวัดทำบุญให้สามีและกราบรายงานเรื่องนี้ให้คุณครูไม่ใหญ่ฟัง ทำให้คืนต่อมาเหตุการณ์สงบลง

คุณแม่ของผู้ส่งเคสเป็นคนใจบุญมากแต่ชอบกินหมาก บั้นปลายชีวิตเสียชีวิตด้วยโรคดีซ่าน อายุ 77 ปี คุณแม่สามีของผู้ส่งเคสชอบทำบุญด้วยของดีๆ ทำทีละเยอะๆ ท่านรักผู้ส่งเคสมากเหมือนลูกตัวเอง ก่อนตายท่านเลี้ยงข้าวให้ผู้ส่งเคสรีบทานก่อนเที่ยงเพราะรู้ว่าผู้ส่งเคสถือศีล 8 หลังจากนั้นท่านก็ไม่พูดจาอีกเลย เสียชีวิตอย่างสงบด้วยวัย 77 ปีเช่นเดียวกัน

คำถาม

  1. คุณพ่อของผู้ส่งเคสไม่ได้รับมรดกเหมือนพี่น้องเพราะเหตุใด? คุณพ่อตายแล้วไปไหน ได้รับบุญที่อุทิศไปให้ไหม?
  2. ผู้ส่งเคสต้องมาเป็นชาวนา ลำบากตั้งแต่เล็ก โดนไล่ออกจากบ้านพร้อมแม่ และโดนไล่ที่ทำกินจนต้องย้ายมาเช่าที่ดินที่คลอง 3 เพราะเหตุใด? บุญใดที่เจ้าของนายกบ้านให้เฉยๆ แต่บ้านยังอยู่บนที่นาที่เช่า? ผู้ส่งเคสทำบุญแบบใดจึงมีที่ทำกินแต่ต้องเช่าเขา?
  3. ผู้ส่งเคสต้องมาเลี้ยงดูสามีที่เป็นโรคประสาทและขัดขวางการเข้าวัดเพราะเหตุใด?
  4. สามีผู้ส่งเคสเป็นโรคประสาทและอัมพาตเพราะเหตุใด?
  5. หลังเก็บกระดูก สามีได้ยินลูกสาวพูดชวนกลับบ้านไหม ทำอย่างไรบ้าง? มาหาที่ท้องนาและบ้านเพื่อนสนิทจริงไหม?
  6. ทำไมตกกลางดึกสามีจึงพยายามเข้าสิงลูกสาวแต่ไม่ได้ กลับไปเข้าสิงน้องชายแทน? เข้าสิงแล้วอาละวาดเพื่ออะไร?
  7. ทำไมเหตุการณ์เข้าสิงจึงเกิดขึ้นในวันที่ 8 หลังเสียชีวิต แต่ 7 วันแรกปกติ? สามีไปทำอะไรที่ไหนใน 7 วันนั้น?
  8. ตอนนี้สามีผู้ส่งเคสไปอยู่ที่ไหน? ทำบุญให้เขาได้รับไหม เป็นอย่างไร? มีอะไรอยากฝากบอกไหม รู้ตัวไหมว่าตายแล้ว?
  9. คุณแม่ผู้ส่งเคสตายแล้วไปไหน เป็นอย่างไร ได้รับบุญไหม? การกินหมากเป็นบาป มีผลเหมือนสูบบุหรี่ไหม?
  10. ทำไมก่อนแต่งงานแม่สามีไม่ชอบ แต่หลังแต่งงานกลับรักมาก? ท่านตายแล้วไปไหน เป็นอย่างไร ได้รับบุญไหม?
  11. บุญใดทำให้ผู้ส่งเคสมีบ้าน/ที่นาอยู่ใกล้วัด ได้เจอหมู่คณะตั้งแต่เริ่มสร้างวัด และได้สร้างบุญอย่างเข้มข้น?
  12. ผู้ส่งเคสและลูกๆ เคยสร้างบารมีกับหมู่คณะมาอย่างไร มีหน้าที่อะไรในกองทัพธรรม? เคยเข้าถึงพระธรรมกายไหม? ลูกๆ มีบุญมากกว่าผู้ส่งเคสถูกไหม?

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตอนอื่นที่คล้ายกัน

อยู่บ้านเล้าไก่

คุณพ่อของผู้ส่งเคส ถูกไฟลวกทั้งตัวแต่ไม่เสียชีวิต ป่วยเป็นโรคเก๊าท์ยาวนาน เสียชีวิตขณะหลับเพราะหมดบุญใช่หรือไม่ ก่อนตายมีคตินิมิตอย่างไร ไปอยู่ที่ไหน ได้เล่าถึงโลกที่ไป หรืออยากฝากอะไรถึงลูกหรือไม่

เมาน้ำตากับยาดอง

เพราะเหตุใดคนในครอบครัวของผู้ส่งเคสจึงมีความเชื่อแตกต่างกัน? เป็นเพราะสร้างบุญกรรมด้วยกันมาอย่างไร?

มรสุมอ้วน

ทำไมผู้ส่งเคสจึงเกิดก่อนกำหนด 3 เดือน และกรรมอะไรทำให้รอด?

เจ้าที่อยากแต่งงาน

ผู้ส่งเคสมีคำถามถึงคุณครูไม่ใหญ่ดังนี้,,:

สาวรำวง

ครอบครัวและพี่น้องของผู้ส่งเคสมีวิบากกรรมอะไรถึงได้มาเกิดในครอบครัวที่ยากจนร่วมกัน?

สงสัยจังเลยคุณย่าคุณยายที่รัก

คุณแม่ของผู้ส่งเคสเป็นมะเร็งปากมดลูกลามไปที่สมองเพราะบุพกรรมใด เสียชีวิตแล้วไปไหน จะได้รับบุญสร้างพระธรรมกายประจำตัวหรือไม่

* หมายเหตุ เรื่องราวจาก กรณีศึกษากฎแห่งกรรม CaseStudy นี้ เป็นเรื่องราว "นิยายปรัมปรา" จากการหลับตาฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาว 1 ที แล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรา
เนื้อหาที่นำเสนอในเว็บไซต์นี้ "เป็นความเชื่อส่วนบุคคล" โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง

Case Study กรณีศึกษากฏแห่งกรรม โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา