ออกแบบชีวิตด้วยทาน

การให้ทานเป็นการเอาชนะความตระหนี่ เมื่อเราให้ทานอยู่เป็นนิตย์ กระแสบุญจากการให้จะเข้ามาแทนที่ ทำให้ความตระหนี่หลุดร่อนออกจากใจ บุญจะไปดึงดูดสมบัติต่างๆให้ไหลเข้ามาหาเราอย่างอัศจรรย์ การให้ทานจึงเป็นวิธีการออกแบบชีวิตของเราให้พร้อมด้วยสมบัติทั้ง 3 คือ มนุษย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ และนิพพานสมบัติ https://dmc.tv/a8005

บทความธรรมะ Dhamma Articles > แก้กรรม-รู้ทันวิบากกรรม > แก้กรรม > ชีวิตออกแบบได้
[ 6 ก.ย. 2553 ] - [ ผู้อ่าน : 16151 ]
 
        มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการให้ เมื่อเกิดมาเราไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ถ้าไม่มีใครให้ความรักเมตตาและการเลี้ยงดูเราคงไม่สามารถก้าวผ่านวันเวลาในครั้นเป็นทารกมายืนหยัดอยู่ได้จนทุกวันนี้ การให้จึงมีคุณค่าอย่างไม่อาจจะประมาณได้สำหรับทุกชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ให้ เพราะการให้ทานอยู่เสมอๆ จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ให้ให้ดีขึ้นเป็นอัศจรรย์
 
       
        การให้ทานเป็นการเอาชนะความตระหนี่ เมื่อเราให้ทานอยู่เป็นนิตย์ กระแสบุญจากการให้จะเข้ามาแทนที่ ทำให้ความตระหนี่หลุดร่อนออกจากใจ บุญจะไปดึงดูดสมบัติต่างๆให้ไหลเข้ามาหาเราอย่างอัศจรรย์ การให้ทานจึงเป็นวิธีการออกแบบชีวิตของเราให้พร้อมด้วยสมบัติทั้ง 3_คือ มนุษย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ และนิพพานสมบัติ ดังเรื่องราวในสุมนาสูตร ดังนี้
 
        ในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า มีภิกษุสองรูปเป็นเพื่อรักกัน ทั้งสองรูปมีศีลที่บริสุทธิ์ และมีปัญญาที่อบรมมาดีแล้วเสมอกัน รูปหนึ่งทำทานอยู่เสมอ แต่อีกรูปไม่ทำทาน เมื่อภิกษุสองรูปนี้มรณภาพแล้ว ก็ได้ไปเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เป็นเทวดาบ้าง ภิกษุที่เคยสร้างทานกุศลไว้ ได้ไปเกิดในตระกูลสูงสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์มากกว่าภิกษุที่มิได้สร้างทานกุศลไว้ทุกชาติตลอดพุทธันดร
 
        เมื่อถึงสมัยพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุรูปที่เคยบำเพ็ญทานกุศลไว้ได้เกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศล แห่งเมืองสาวัตถี เมื่อประสูติได้บรรทมอยู่ในพระอู่ทองภายใต้เศวตฉัตร ส่วนภิกษุที่ไม่เคยสร้างทานกุศลได้เกิดเป็นลูกของพระพี่เลี้ยง นอนอยู่ในเปลธรรมดาข้างๆ เปลพระราชโอรสนั้น ด้วยบุญที่ทำมาในอดีตชาติ ทั้งคู่จึงสามารถระลึกชาติได้ และสนทนากันถึงเรื่องความแตกต่างของฐานะ
 
        พระราชธิดาสุมนา ซึ่งเป็นภคินี (พี่สาว) ของพระราชโอรสได้สดับถ้อยคำนั้น จึงเสด็จไปกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ถ้าสาวกของพระองค์ทั้ง 2 มีศรัทธา มีศีล มีปัญญาเท่ากัน คนหนึ่งทำทานแต่อีกคนหนึ่งไม่ได้ทำ เมื่อตายไปแล้ว ถ้าได้ไปเกิดเป็นมนุษย์เทวดา หรือออกบวชเหมือนกัน จะมีความแต่ต่างกันบ้างหรือไม่”
 
 
        พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “มนุษย์ เทวดา หรือบรรพชิต ผู้ทำทานกุศลย่อมได้รับของที่เป็นเลิศกว่าผู่ไม่ทำทานกุศล 5_ประการ คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตย (ความเป็นใหญ่)” และตรัสว่า “สมควรแท้ที่คนทั้งหลายจะให้ทาน สมควรแท้ที่คนทั้งหลายจะทำบุญ เพราบุญเป็นอุปการะแม้แก่เทวดา มนุษย์และบรรพชิต”
 
 
จริงหรือที่ไม่ชอบทำทานแต่รวย ทำทานมากกลับจน
 
        มีบ่อยครั้งที่สงสัยกันว่า “บางคนไม่เคยทำบุญทำทานเลยทำไมรวยจัง” ฟังดูแล้วเหมือนไม่ยุติธรรม แต่ที่จริงแล้วเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งดีและร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเรา เป็นผลมาจากกรรม (การกระทำ) ของเราทั้งสิ้น ทั้งกรรมในอดีต และกรรมในปัจจุบัน
 
ทานของบุคคล 4 กลุ่ม
 
        พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจำแนกความแตกต่างกันของบุคคล 4_กลุ่มที่มีพฤติกรรมในการทำทานแตกต่างกันไว้ดังนี้
 
1.
ผู้ที่ทำทานด้วยตนเองแต่ไม่ชวนใครทำทานเลย จะร่ำรวยแต่ขาดบริวาร ทำสิ่งใดย่อมสำเร็จโดยอยาก
2.
ผู้ชวนคนอื่นทำทาน แต่ตัวเองไม่ทำ จะยากจนแต่มีบริวาร พรรคพวกญาติมิตรมากมาย
3.
ผู้ที่ไม่ทำทานและไม่ชวนคนอื่นทำทาน จะจนทั้งทรัพย์และบริวาร
4.
ผู้ที่ทำทานทั้งตนเองและชวนคนอื่นทำทานด้วย (เพราะอยากให้ผู้อื่นได้บุญ) จะรวยทั้งทรัพย์บริวาร มีคนคอยสนับสนุนตลอดเวลา จะสิ่งใดก็สำเร็จได้โดยง่าย
 
ระเภทของคนจน
 
        ถ้าลองสังเกตดู เราจะพบว่ามนุษย์ส่วนใหญ่มักไม่สนใจทำทาน และคงจะเป็นเช่นนี้ทุกยุคทุกสมัย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทุกมุมโลกมีคนจนอยู่มากมายเรื่องคนจนนี้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) เคยแบ่งไว้ 3 ประเภทดังนี้
 
 
1.
คนยากจน หมายถึง คนที่ในอดีตถูกความตระหนี่เข้าครอบงำ จึงไม่ได้สั่งสมทานกุศล วิบากแห่งความตระหนี่จึงผลักสมบัติออกไป ทำให้ลำบากยากจน
2.
คนอยากจน หมายถึง คนที่ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท ตระหนี่หวงแหนทรัพย์ไม่ได้สั่งสมทานกุศล แม้มีทรัพย์มากก็ไม่ยอมให้ทาน เพราะกลัวทรัพย์จะหมดไป วิบากกรรมแห่งความตระหนี่จึงทำให้ต้องเป็นคนยากจน จึงเรียกว่า คนอยากจน
3.
คนจนยาก หมายถึง คนที่จะกลับมาจนอีกเป็นไปได้ยาก เพราะหมั่นสั่งสมทานกุศลอยู่เป้นนิตย์ บุญจากการให้ทานนี้ จะมีอนุภาพดึงดูดโภคทรัพย์สมบัติให้เกิดขึ้นเป็นสะเบียงไว้ใช้ระหว่างเวียนว่ายตายเกิด
 
การอุทิศบุญและการแบ่งส่วนบุญ
 
        เมื่อทำทานเสร็จแล้ว ควรอุทิศบุญ หรือแบ่งส่วนบุญให้แก่หมู่ญาติ ทั้งที่มีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้ว การแบ่งส่วนบุญให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำได้ด้วยการแจ้งให้เขาทราบว่าเราทำบุญอะไรมา เมื่อเขาอนุโมทนาบุญกับเราเขาก็จะได้บุญ การอุทิศบุญให้คนตาย อุทิศได้ด้วยการกรวดน้ำ หรือตั้งจิตเป็นสมาธิอุทิศให้ ผู้ตายก็จะได้รับบุญ
 
 
        การแบ่งส่วนบุญ หรือการอุทิศบุญ เปรียบเสมือนเราจุดประทีปโคมไฟ แล้วมีคนอื่นมาจุดต่อๆ กันไปจากเรา ประทีปของเราไม้ได้หมดไป แต่ความสว่างไสวกลับมีมากขึ้นจากประทีปดวงอื่นๆ การแบ่งส่วนบุญแล้วการอุทิศบุญจึงไม่ได้ทำให้บุญของเราหมดไป แต่กลับได้บุญมากขึ้น
 
        การแบ่งส่วนบุญและการอุทิศบุญเป็นปัตติทานมัย เป็นหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ 10_ประการ การอนุโมทนาบุญ หรือ ปัตตานุโมทนามัย ก็เป็นหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการเช่นกัน
 
----------------------------------

http://goo.gl/OepYX


พิมพ์บทความนี้



บทความอื่นๆ ในหมวด

      วิบากกรรมที่ทำให้ท้องเสียและท้องผูก
      วิบากกรรมที่ทำให้เป็นวัณโรค
      วิบากกรรมที่ทำให้ฆ่าตัวตาย
      วิบากกรรมที่ทำให้หน้าแก่เกินวัย
      กรรมที่ทำให้มีขางาม
      ทุกข์ในอัตภาพสัตว์เดรัจฉานและมนุษย์
      ฆ่าตัวตาย กรรมที่ส่งผลให้เกิดปัญหาการฆ่าตัวตาย
      กรรมที่ทำให้รูปงาม
      ทุกข์ของสัตว์นรก
      วิบากกรรมที่ทำให้เป็นโรคเก๊าท์และรูมาตอยด์
      ทุกข์ของสัตว์นรกในมหานรกขุม 3
      วิบากกรรมที่ทำให้ได้ลูกเกเร
      วิบากกรรมที่ทำให้ไฟใหม้บ้านและทรัพย์สิน