|
มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าชาติใดภาษาใด จำเป็นต้องมีที่พึ่งทางจิตใจ เช่นศาสนา ลัทธิ ประเพณี หรือกฏระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมาย กติกาต่างๆ ที่สังคมตั้งขึ้น ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นที่ยึดเหนี่ยวในการดำรงชีวิตให้อยู่อย่างเป็นสุขในสังคมของตน ใครไม่มีความเชื่อในสิ่งใดๆ ให้ใจมีที่พึ่งเลย จะอยู่ในโลกนี้อย่างว้าเหว่เป็นทุกข์ จะใช้สิ่งใดเป็นที่พึ่งเพื่ออยู่ร่วมกันในสังคมก็ตาม สิ่งนั้นจะให้ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ยึดเหนี่ยวได้ จำเป็นที่ผู้นั้นต้องมีความเชื่อ ความเลื่อมใส ในสิ่งที่ดีงามตามข้อกำหนดกฏเกณฑ์ต่างๆ เหล่านั้น สำหรับชาวไทยเรา ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา มีความเชื่อความเลื่อมใสในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นความเชื่อความเลื่อมใสที่ประกอบด้วยปัญญา รู้ตามความเป็นจริง คือเชื่อในสิ่งที่เป็นไปตามนั้นจริงๆ เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ เช่น เชื่อว่าเรื่องกรรม เรื่องผลของกรรม เป็นของมีอยู่จริง เชื่อว่าสัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นของตน จะได้ดีได้ชั่ว เพราะตนทำกรรมเหล่านั้นไว้เองทั้งสิ้น และเชื่อในปัญญาตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหล่านี้เป็นต้น พุทธศาสนิกชนทุกคน มีความเชื่อในพระบริสุทธิคุณ พระกรุณาธิคุณ และพระปัญญาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 1. พระบริสุทธิคุณ คือทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากอาสวกิเลศทั้งปวง อย่างหมดจด 2. พระกรุณาธิคุณ คือทรงปรารถนาให้เวไนยสัตว์ (สัตว์ที่พึงสอนได้) ทั้งปวง พ้นจากความทุกข์สิ้นเชิงตลอดไป 3. พระปัญญาธิคุณ คือทรงเป็นสัพพัญญู ตรัสรู้เห็นแจ่มแจ้งตามความจริงทุกสิ่งทุกประการ ไม่มีสิ่งใดที่ไม่รู้แจ้งด้วยพระปัญญาธิคุณนี้เอง ที่ทรงใช้เป็นกุศโลบายอบรมจิตใจ เหล่าเวไนยสัตว์ ให้หมดจากมิจฉาทิฏฐิ กลายเป็นสัมมาทิฏฐิขึ้นมา สัมมาทิฏฐินั้น เป็นองค์ประกอบใหญ่ ทำให้สามารถกำจัดอาสวกิเลสพ้นจากความทุกข์ในวัฏฏะ เลิกเวียนว่ายตายเกิด เหล่าสัตว์ทั้งหลายล้วนแตกต่างกันไป ตามระดับสติปัญญา ตามวาสนาบารมีที่เคยสร้างสมอบรมไว้ในภพชาติปางก่อนนับประมาณไม่ได้ ไม่มีใครเหมือนกันเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นบรมครูผู้ทรงปราดเปรื่องเรื่องการอบรมสั่งสอนผู้คน ทรงรู้วิธีสอนอย่างแตกฉานแจ่มแจ้งว่า ใครมีพื้นเพอัธยาศัย บุญเก่าใหม่ ความเชื่อที่ติดแน่นฝังใจต่างๆ ไม่เหมือนกันอย่างไร ใครรับการสั่งสอนอย่างใด จึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ ทำตามคำสั่งสอนได้ |
|
ด้วยเหตุนี้ในการประทานการสั่งสอนอบรม จึงมักทรงให้วิธีการอยู่ 3 ประการคือ 1.สอนให้เข้าใจเหตุผลแท้จริงอย่างอัศจรรย์ ทำให้ผู้ฟังเชื่อถือ เลื่อมใส และปฏิบัติตามโดยเต็มใจ ได้ผลสำเร็จ 2.สอนโดยแสดงให้ผู้ฟังทราบว่า ที่ตนกำลังคิดอะไรอยู่ในใจนั้น ถูกหรือผิด ควรทำอย่างใด ทำให้ผู้ฟังเชื่อถือทำตาม 3.สอนโดยแสดงฤทธิ์ให้เห็นเป็นอัศจรรย์ เพื่อให้ผู้พบเห็นมีความเชื่อมั่นในคำอบรมสั่งสอน เต็มใจกระทำตาม แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงยกย่องว่า การอบรมสั่งสอนอย่างแรก คือให้เข้าใจเหตุผลโดยแท้จริงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แต่ในการปฏิบัติจริงสมัยพุทธกาล ทั้งพระองค์เองและเหล่าสาวกผู้มีความสามารถ ก็ทรงใช้วิธีการทั้งสามประการ เป็นอุบายกลับใจคนทำให้ได้รับผลสำเร็จทุกครั้ง มาในปัจจุบัน วิธีดักใจคน และการแสดงฤทธิ์ ทำได้ยาก เพราะผู้กระทำต้องปฏิบัติธรรมได้รับผลสำเร็จเป็นปฏิเวธธรรมในระดับได้ฌาน ได้อภิญญา จึงสามารถกระทำได้ ดังนั้นการสั่งสอนผู้คนจึงนิยมอยู่วิธีเดียว คือพูดสอนให้เข้าใจได้คิดขึ้นมาเอง เรื่องนี้น่าจะเป็นพุทธปรีชาญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงเห็นว่าในอนาคตภายภาคหน้า พระภิกษุสงฆ์ย่อมประพฤติย่อหย่อนในพระธรรมวินัย การบรรลุปฏิเวธธรรมจะน้อยลงเรื่อยๆ ไป การสั่งสอนด้วยอุบายพูดดักใจผู้ฟัง หรือการแสดงฤทธิ์แสดงปาฏิหาริย์ให้เห็น จะไม่มีผู้ใดกระทำได้ จึงทรงแนะนำรับรองการสอนด้วยวิธีพูดให้ได้คิดเป็นวิธีที่ดีเยี่ยม ประเสริฐสุด การพูดสอนให้ผู้ฟังได้คิดและปฏิบัติตามนั้น ผู้สอนไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จขั้นสูงในการปฏิบัติธรรม หรือไม่ปฏิบัติเสียเลยก็ได้ ทำเพียงแต่ศึกษาเล่าเรียนภาคปริยัติธรรมตามตำหรับตำรา จำคำสอนเหล่านั้นมาพูดต่อ สอนต่อ ก็ได้รับผลสำเร็จด้วยดี และเป็นที่นิยมกันอยู่ทุกยุคทุกสมัยตลอดมา จนปัจจุบัน อีกประการหนึ่ง ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ตรัสรับรองว่า การพูดสอนเป็นวิธีที่ประเสริฐสุดแล้ว ผู้คนอาจไม่ยอมฟังพระภิกษุธรรมดาผู้ที่ยังปฏิบัติธรรมไม่ได้ผลก็ได้ ซึ่งจะทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญเร็วยิ่งขึ้น |
"อัศจรรย์...ตะวันแก้ว"
|
อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน พุทธศักราช 2541 ห่างจากสมัยพุทธกาลมานานเป็นพันๆ ปีอย่างนี้ พุทธศาสนิกชนอย่างเราสามารถได้พบเห็นปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้อีกครั้ง ควรนับว่าเป็นเรื่องโชคดีของผู้ได้พบ ไม่น่าถูกท้วงติงหาว่าเป็นคนงมงาย ไร้เหตุผล ของไม่มีจริงสร้างอุปาทานให้มีปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ มหัศจรรย์นั้น สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยพลังสมาธิจิตของผู้มีความสามารถในการปฏิบัติธรรม ในระดับบรรลุอภิญญาจิต ซึ่งมีความสามารถพิเศษ 6 ประการ ห้าประการแรกเรียกว่า โลกียอภิญญา ซึ่งประกอบด้วย แสดงฤทธิ์ได้ มีหูทิพย์ ทายใจผู้อื่นได้ ระลึกชาติได้ มีตาทิพย์ ส่วนอภิญญาประการที่หกเป็นโลกุตรอภิญญา คือบรรลุญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป เรื่องปาฏิหาริย์ คือการแสดงฤทธิ์นั้น เป็นเรื่องมีอยู่จริง สามารถพิสูจน์ได้ ตนเองพิสูจน์เองก็ได้ คนอื่นที่ปฏิบัติสำเร็จพิสูจน์ให้ดูก็ได้ ใครได้พบเห็นเหตุการณ์ประเภทนี้ ควรถือว่าเป็นบุญลาภของตน ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเต็มเปี่ยม ปราศจากความลังเลสงสัยใดๆ เป็นกำลังใจให้ตั้งมั่นแน่วแน่ในการปฏิบัติตามคำสอนเต็มความสามารถ |
|
เพราะ ทราบแน่ชัดว่า มีตัวอย่างของผู้ปฏิบัติได้ให้เห็นอยู่ การกล่าวโจมตีของผู้ไม่รู้จริง จึงเป็นเพราะความไม่รู้ของเขาเอง แม้ผู้นั้นจะมีความรู้วิทยาการในทางโลกที่สมมติกันว่าสูงส่งเพียงใด แต่เมื่อไม่รู้ตามหลักธรรมคำสอนในศาสนาที่ตนเองอ้างว่านับถือเสียแล้ว ผู้นั้นจึงกลายเป็นคนความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด (จากอบายภูมิ) ไปโดยปริยาย
ด้วยเหตุนี้ เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของผู้คนที่มีสัมมาทิฏฐิทั้งปวง ให้เกิดมีศรัทธาเต็มเปี่ยมในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อมั่นแน่นแฟ้น ไม่มีความคลางแคลงสงสัยใดๆ มีกำลังใจในการปฏิบัติตาม เพื่อให้ประสบผลสำเร็จตามคำสอนดังกล่าว ไม่มัวเสียเวลาลังเลสงสัยโต้แย้ง คณะผู้จัดพิมพ์หนังสืออานุภาพพระมหาสิริธาตุ จึงเห็นสมควรที่จะนำประสบการณ์ของผู้คนที่พบเหตุการณ์ปาฏิหาริย์มหัศจรรย์ อันเป็นปฏิเวธธรรมระดับหนึ่งมาเล่าไว้ เป็นพยานหลักฐานยืนยัน ให้ผู้ไม่ได้เห็นด้วยตนเอง แต่เป็นผู้มีปัญญาได้ใคร่ครวญพิจารณาว่าควรเชื่อ แล้วตนเองจะได้ประโยชน์ คือมีกำลังใจปฏิบัติตามพระพุทโธวาท หรือจะปฏิเสธ เห็นเป็นเรื่องไร้สาระ ทำให้ขาดความศรัทธา กลายเป็นคนไม่มีที่พึ่งอะไรในชีวิตไป |

ตัวอย่างของผู้ประสบกับเหตุการณ์อัศจรรย์ตะวันแก้ว
คุณสุวรรณี จันทานนท์ เล่าว่า มีพระจากวัดพระธรรมกายรูปหนึ่งชื่อหลวงพี่สรรชัย ได้ชวนให้ทำบุญสร้างพระธรรมกายประจำตัวประดิษฐานที่แกนกลางมหาธรรมกายเจดีย์ จึงทำให้ตนเองได้มีโอกาสได้เห็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ตะวันแก้วถึง 2 ครั้ง คือในวันที่ 6 กันยายนและวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2541
ส่วนวันที่ 11 ตุลาคม ได้มองเห็นดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าเป็น 2 ดวง ครู่หนึ่งก็เคลื่อนมาซ้อนเป็นดวงเดียวกัน แล้วเปล่งประกายกระพริบได้ และดวงอาทิตย์ก็หมุนไปมาเหมือนวงแหวน 2 วง แต่กระพริบอยู่ไม่นานเท่าวันที่ 6 กันยายน
จากนั้นไม่นาน มีก้อนเมฆใหญ่มาบังดวงอาทิตย์ ทำให้เหลือแต่แสงสีทองอร่ามอยู่ทางด้านล่างลงมา แสงสีทองนั้นเป็นรูปร่างคล้ายกับโดมมหาธรรมกายเจดีย์ และมีภาพหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในท่านั่งสมาธิ มือข้างขวายกขึ้นมาจีบ 2 นิ้วที่หน้าอก ที่นิ้วมือสองนิ้วนั้นเห็นชัดเจนว่าท่านถือดวงแก้วอยู่ด้วย




















